“หวยซี”
“บ่าวอยู่นี่พ่ะย่ะค่ะ พระสนมมีรับสั่งอะไรหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ”
“มีจดหมายมาหรือไม่” เยว่หลี่ถาม
“ยังไม่มีพ่ะย่ะค่ะ ชายแดนทุกข์ยาก พระสนมวางพระทัยเถิด เมื่อท่านแม่ทัพมู่ตั้งหลักได้แล้ว ย่อมเขียนจดหมายมาหาแน่นอนพ่ะย่ะค่ะ”
“น่าเบื่อจริง ๆ...” เยว่หลี่ยืดขาอย่างเกียจคร้าน แล้วพาดลงบนไหล่ของจิ่งหวยซี
อีกฝ่ายคุกเข่าอย่างนอบน้อม ผ่อนเอวลงและย่อตัวให้ต่ำ เพื่อให้พระสนมวางขาได้สบายขึ้น
ไม่ต้องสงสัยเลยว่าเขาเป็นสุนัขที่ซื่อสัตย์ของเยว่หลี่ ทั้งภักดี รู้ความ และเชื่อฟัง สั่งให้ทำอะไรก็ทำ ไม่เคยซักถามหรือปริปากบ่น
“ที่เลื่องลือกันนอกวังนั่น เพลงก็แค่พอใช้ได้” เยว่หลี่นึกว่านักดนตรีที่โด่งดังไปทั่วนอกวังจะเก่งสักแค่ไหน พอเรียกเข้าวังมาฟังสักรอบ ก็ไม่ได้มีอะไรเป็นพิเศษ
จิ่งหวยซีเข้าใจความหมายของพระสนม
“พระสนม สิ่งที่เลื่องลือนอกวังไม่ใช่วงดนตรีพ่ะย่ะค่ะ แต่เป็นนักดนตรีคนหนึ่งในวง ชื่อว่างซู ได้ยินว่านางบรรเลงคลอเสียงร้องได้ไพเราะราวกับเสียงสวรรค์”
เยว่หลี่หรี่ตาขึ้นเล็กน้อย หยิบจอกสุรามาแกว่งเบา ๆ ก่อนยกขึ้นจิบ
“นางอยู่ในวงดนตรีด้วยหรือ” เยว่หลี่หมายถึง คนผู้นั้นอยู่ในกลุ่มที่ถูกประหารเมื่อครู่หรือไม่
“พระสนมวางพระทัยเถิด นักดนตรีผู้นั้นไม่ได้ถูกประหารพ่ะย่ะค่ะ นางตามนักดนตรีกลุ่มเมื่อครู่ไปพักอยู่ด้านหลังแล้ว”
“คืนนี้ให้นางมาพบ ข้าอยากเห็นนักว่าเสียงสวรรค์ที่ว่าเป็นอย่างไร”
“พ่ะย่ะค่ะ” จิ่งหวยซีเรียกขันทีน้อยคนหนึ่งเข้ามา แล้วให้ไปถ่ายทอดคำสั่ง
ว่างซูกับเยี่ยนซื่อเพิ่งกลับถึงที่พัก ยังไม่ทันได้นั่งพักให้หายเหนื่อย ขันทีที่อยู่ข้างกายพระสนมเอกก็วิ่งเข้ามา
