เยี่ยนซื่อเดินอ้อมไปยืนด้านหลังว่างซู ช่วยนวดไหล่ให้นาง “ดีนะที่เจ้าไม่เป็นอะไร ข้าตกใจแทบตาย จนไม่กล้าหลับเลย”
ว่างซูคลายมวยผม ปล่อยผมดำขลับสยายลงมา เยี่ยนซื่อช่วยรวบแล้วมัดให้เรียบร้อย
“ข้าเตรียมน้ำไว้ให้เจ้าแล้ว”
“ขอบคุณ” ว่างซูเปลี่ยนเสื้อผ้าแล้วไปชำระล้างร่างกาย
ในวังมีกฎระเบียบมากมาย ทั้งยังมีเวลาเคอร์ฟิวห้ามออกจากที่พัก
ที่พักของพวกนางอยู่ไม่ไกลจากตำหนักบรรทมของพระสนมเอก เพื่อให้สะดวกต่อการเรียกใช้ได้ทุกเมื่อ
ในพระตำหนักโม่ตานอันกว้างใหญ่แห่งนี้ ไม่ได้มีเพียงนักดนตรีเท่านั้น ยังมีคณะละคร นักฝึกสัตว์ และนางระบำของพระสนมเอกอีกด้วย
ทั้งสองนอนอยู่บนเตียง เหตุการณ์ตอนกลางวันชวนให้หวาดผวาเกินไป จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่รู้สึกง่วง
เยี่ยนซื่อถามว่างซู “คนที่ถูกประหารพวกนั้นจะเป็นอย่างไรต่อหรือ?”
“คนในวังจะแจ้งครอบครัวและมอบเงินชดเชยให้ แต่ก็แค่ทำไปตามพิธี ใครจะกล้าไปต่อกรกับโอรสสวรรค์กัน”
“อาซู ข้าขอโทษเจ้าจริง ๆ ถ้ารู้แต่แรก ข้าคงไม่ชวนเจ้ามาที่นี่”
ว่างซูพลิกตัวนอนตะแคง ลูบศีรษะนาง “ไม่เกี่ยวกับเจ้าหรอก เสี่ยวซื่อ”
เยี่ยนซื่อขอบตาแดงก่ำ ซุกตัวอยู่ในอ้อมแขนของว่างซู ปลายจมูกสั่นระริก
ถึงอย่างไรนางก็ยังกลัวมากอยู่ดี
คนส่วนใหญ่ในวงดนตรีรู้จักกันดี ในบรรดาคนที่ถูกประหารยังมีหลายคนที่สนิทกับเยี่ยนซื่อ ใครจะคิดว่าวันนี้พวกเขามาถึงวัง กลับต้องพลัดพรากจากกันชั่วนิรันดร์
ตอนเยี่ยนซื่อยังเด็ก ครอบครัวยากจน พ่อแม่คิดจะขายนางเพื่อแลกเงินมาใช้จ่ายในบ้าน
คนจากหอนางโลมมารับตัวเยี่ยนซื่อแล้ว แต่เพราะว่างซูคุยกับพ่อแม่ของนางตลอดทั้งคืน พวกเขาจึงล้มเลิกความคิดที่จะขายเยี่ยนซื่อ
