เมื่ออ๋าวเจิ้นกลับจากเขตแดนบรรพชนมังกรมายังท้องพระโรงวังมังกร โม่ชิงยังคงลิ้มรสผลวิญญาณอย่างสบายอารมณ์ เขาประสานมือคารวะโม่ชิงพลางกล่าวว่า “สหายเต๋า บรรพชนจู๋หลงเชิญท่าน โปรดตามข้ามา”
โม่ชิงลุกขึ้นยืน จัดอาภรณ์ให้เรียบร้อย สีหน้าสงบนิ่ง ทว่าในใจกลับแอบคาดหวังอยู่ไม่น้อย
จู๋หลง บรรพชนเผ่ามังกรผู้รอดชีวิตจากมหันตภัยมังกรและหงส์ มีพลังบำเพ็ญถึงขั้นเซียนทองคำหุนหยวนช่วงปลาย แม้ได้รับบาดเจ็บก็ยังเหนือกว่าผู้บำเพ็ญขั้นต้าหลัวทั่วไปมากนัก
หากผ่านด่านของเขาไปได้ ไข่มุกเทพกำหนดสมุทรก็อยู่ในกำมือแน่นอน
โม่ชิงเดินตามอ๋าวเจิ้นไปยังเขตแดนบรรพชนมังกร
เมื่อมองมังกรยักษ์ซึ่งขดกายอยู่กลางโลก ท่ามกลางห้วงสุญญากาศ เกล็ดของมันแผ่กลิ่นอายเก่าแก่และแรงกดดันอันเกรียงไกรของกาลเวลา ร่างใหญ่โตจนยากจะพรรณนาด้วยถ้อยคำ โม่ชิงอดชื่นชมในใจไม่ได้
เขาสูดลมหายใจลึก ก่อนเหาะไปเบื้องหน้ามังกรยักษ์แล้วก้มคารวะ “ผู้น้อยโม่ชิง คารวะผู้อาวุโสจู๋หลง”
จู๋หลงค่อย ๆ ลืมตาขึ้น
สายตาของเขาจับจ้องโม่ชิง แฝงพลังทะลวงลึกถึงแก่นแท้ของสรรพสิ่ง ไล่ตั้งแต่รากฐาน พลังบำเพ็ญ ไปจนถึงส่วนลึกของดวงวิญญาณ ราวกับตรวจดูอีกฝ่ายจนทั่วแล้ว
ครู่หนึ่ง จู๋หลงจึงถอนสายตากลับมา น้ำเสียงแหบพร่าช้าเนิบ ราวกับดังมาจากส่วนลึกใต้ผืนพิภพ “ข้าได้ฟังอ๋าวเจิ้นเล่าถึงธุระของเจ้าแล้ว สหายน้อย ลองบอกแผนการของเจ้ามาให้ข้าฟังเสียก่อน ข้าต้องรู้ก่อนว่ามันมีค่าเพียงใด”
โม่ชิงยังไม่รีบเอ่ย เขายืดกายขึ้น มองจู๋หลงผู้บดบังฟ้าดินด้วยท่าทีไม่ถ่อมตนจนเกินไปและไม่หยิ่งผยอง “ผู้อาวุโส ก่อนที่ผู้น้อยจะบอกแผนการ ผู้น้อยมีเรื่องหนึ่งอยากขอร้อง”
หนวดมังกรของจู๋หลงขยับเล็กน้อย “ว่ามา”
“ผู้น้อยขอบังอาจ ขอให้ผู้อาวุโสตั้งสัตย์สาบานต่อวิถีแห่งสวรรค์ก่อน” น้ำเสียงของโม่ชิงไม่ดังนัก ทว่าทุกถ้อยคำชัดเจน
