อวี้เหมี่ยวเหมี่ยวไม่ได้พูดอะไรต่อ เธอไม่ใช่คนที่จะทำให้ใครขายหน้าต่อหน้า เพียงทักทายอย่างเย็นชา ก่อนเดินขึ้นชั้นบนด้วยสีหน้าไร้อารมณ์
เหลือเพียงหญิงสาวสองคนที่หน้าซีดเผือดและกระวนกระวาย กับบิดาของเธอที่อ่านสีหน้าไม่ออก
บิดาของเธอคงคาดไม่ถึงเหมือนกันว่าเธอจะอยู่บ้าน เขาจัดหาบ้านให้สวี่จิ้งไว้ข้างนอกแล้ว เพียงแต่สวี่จิ้งเอาแต่บ่ายเบี่ยงไม่ยอมโอนกรรมสิทธิ์ จึงพักอาศัยอยู่ที่นั่นไปก่อน
พออวี้เหมี่ยวเหมี่ยวลงมาอีกครั้ง ชั้นล่างก็เหลือเพียงอวี้จิ้งชิง ทั้งสองเปิดฉากคุยกันด้วยบรรยากาศกดดันสุดขีด และในตอนนั้นเอง เจ้าของร่างเดิมก็อารมณ์พลุ่งพล่านจนหลุดคำพูดหยาบคายออกมา แลกกับฝ่ามือหนึ่งฉาดจากอวี้จิ้งชิง
หลังเสียง “เพียะ” ดังสนั่น โลกทั้งใบก็คล้ายเงียบงันลง
อวี้เหมี่ยวเหมี่ยวจำไม่ได้แล้วว่าตอนนั้นตัวเองมีปฏิกิริยาอย่างไร หรือสีหน้าของบิดาเป็นเช่นไร
เธอเพียงเดินขึ้นชั้นบนอย่างสงบ นั่งตัวสั่นอยู่บนโซฟา น้ำตาไหลพรากไม่หยุด
โทรศัพท์ส่งเสียงติ๊งดังกังวาน มีข้อความเข้ามาหนึ่งข้อความ เป็นข้อความจากลูกพี่ลูกน้องสาวของเพื่อนในกลุ่มเดียวกัน บอกว่า
บิดาของเธอส่งลูกสาวที่ถูกไล่ออกจากโรงเรียนของสวี่จิ้งไปเรียนโรงเรียนมัธยมเอกชน
ชั่วขณะนั้น อารมณ์ซับซ้อนนานาชนิดก็พรั่งพรูขึ้นมา คลื่นยักษ์หอบเอาความน้อยใจและความโกรธที่ยากจะบรรยาย ซัดเขื่อนแห่งเหตุผลพังทลายลงอย่างสิ้นเชิง
เจ้าของร่างเดิมไม่ได้เอาแม้แต่กระเป๋าเดินทางไปด้วย หยิบเพียงโทรศัพท์ บัตรประชาชน หนังสือเดินทางของตัวเอง และเงินสดจำนวนหนึ่ง จากนั้นก็หิ้วกระเป๋าใบเล็กออกจากบ้านไป
·
เพราะฉะนั้นตอนนี้ ต่อให้ไม่เปิดโทรศัพท์ อวี้เหมี่ยวเหมี่ยวก็รู้ว่าอวี้จิ้งชิงไม่มีทางส่งข้อความมาหาเธอ ตอนนี้เขาทุ่มเทใจให้แม่ลูกสวี่จิ้งหมดแล้ว บางทีอาจไม่รู้ด้วยซ้ำว่าลูกสาวแท้ ๆ ของตัวเองหนีออกจากบ้านไป
