“ก๊อก ก๊อกก๊อก… ก๊อก ก๊อก”
สามครั้งยาว สองครั้งสั้น
คนที่อยู่ด้านนอกเคาะประตูอย่างมั่นคงและแม่นยำ ไม่มีลังเลแม้แต่น้อย
หลังมือผอมแห้งของเฉินโส่วอี้เกร็งจนเส้นเลือดปูดขึ้นทันที นิ้วโป้งปลดสลักปืนล่าสัตว์อย่างเงียบเชียบ ปากกระบอกปืนจ่อประตูไม้อย่างไม่คลาดเคลื่อน
อวี๋ฉงซิ่นบนเตียงเตาค่อย ๆ กลั้นลมหายใจ ดวงตาขุ่นมัวของชายชราฉายแววเย็นชาอันยากจะพรรณนา
อวี๋หว่านโจวแนบตัวอยู่ในเงาหลังบานพับประตูราวกับแมว มองลอดรอยแตกของแผ่นไม้ ประเมินคนที่มาเยือนด้วยสายตาเย็นเยียบ
ชายผู้นั้นสวมเสื้อผ้าฝ้ายสีดำชื้นครึ่งตัว กดหมวกสานไม้ไผ่ขาด ๆ ไว้บนศีรษะ รูปร่างผอมแห้ง แขนเสื้อข้างขวาว่างเปล่าแกว่งไกวไปตามลม
ข้อมือซ้ายที่ยังเหลืออยู่มีเชือกสีดำหยาบ ๆ พันไว้ เส้นนั้นผูกปมแน่นถึงห้าปม
สามครั้งยาว สองครั้งสั้น
ชายผู้นั้นกดเสียงต่ำจนแหบพร่า “ข้างในใช่ญาติร่วมตระกูลของพี่ใหญ่ลู่หวยจางหรือเปล่า?”
ทั่วทั้งลานเงียบกริบ ไม่มีใครตอบ
ชายคนนั้นชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนเสียงแหบแห้งจะดังฝ่าม่านฝนเข้ามา แฝงความร้อนรนที่ข่มเอาไว้ “ท่านอาจารย์ฝากคำมาบอก หลิ่งหนานสายน้ำลึก เหยี่ยวโผบินสู่เฮยสุ่ย”
แววตาของอวี๋หว่านโจวเย็นเยียบยิ่งไอเย็นนอกหน้าต่าง
เสียงเฉาเหวินหยวนที่กระอักเลือดก่อนตายดังก้องชัดเจนอยู่ข้างหูเธอ “อย่าไว้ใจคนแรกที่เอาตรานกอินทรีมาหาเธอ”
คำพูดของเฉาเหวินหยวนจะเชื่อได้หรือไม่ ค่อยว่ากันอีกที
แต่คนที่อยู่นอกประตูเห็นชัดว่าไม่ใช่คนดีแน่
เขาจงใจกดกลิ่นอายสังหารบนร่างไว้ คนอื่นอาจไม่ทันสังเกต แต่สำหรับอวี๋หว่านโจวที่ดิ้นรนเอาชีวิตรอดในวันสิ้นโลกมาสิบปีและเห็นคนตายมานับไม่ถ้วน ความอำมหิตที่ซ่อนอยู่ชัดเจนอย่างยิ่ง ทำให้เธอระแวดระวังขึ้นมาทันที
