เสียงอึกทึกในตู้รถไฟดังชัดขึ้นหลายเท่าท่ามกลางความมืด
“อ๊ะ! ทำไมไฟดับล่ะ!”
“กระเป๋าฉัน! ใครเหยียบเท้าฉัน!”
ชายสวมหมวกแก๊ปลงมือทันทีที่ไฟดับ
ใต้ปีกหมวกที่กดต่ำมีรอยยิ้มเหี้ยมเกรียมวูบผ่าน ข้อมือซ้ายพลิกอย่างคล่องแคล่ว มีดสามคมสำหรับทหารที่วาววับด้วยประกายเย็นเยียบเลื่อนออกจากแขนเสื้อราวกับงูพิษ พุ่งตรงไปยังซี่โครงของอวี๋หว่านโจวอย่างไร้สุ้มเสียง
คมมีดเลี่ยงหัวใจอย่างแม่นยำ ปฏิบัติตามคำสั่ง “ไว้ชีวิต” ได้อย่างสมบูรณ์แบบ
ทว่าเมื่อข้อมือของเขาอยู่ห่างจากเป้าหมายเพียงสามชุ่น ไม่ว่าแทงอย่างไรก็แทงต่อไปไม่ได้
ไม่ใช่เพราะเขาอยากหยุด แต่เป็นเพราะรู้สึกเหมือนแทงเข้ากับก้อนหินจริง ๆ
เถาวัลย์ที่มองไม่เห็นเส้นหนึ่งรัดท่อนแขนของเขาไว้แน่นราวกับห่วงเหล็ก แรงบีบรัดทำให้กระดูกเสียดสีกันจนปวดร้าว
“อึก...” ชายสวมหมวกแก๊ปเพิ่งจะส่งเสียงออกจากลำคอ ก็พลันรู้สึกเจ็บแปลบที่ข้างคอ
อวี๋หว่านโจวนั่งอยู่ที่เดิม ไม่แม้แต่จะขยับตัว เข็มทองเล่มบางเฉียบที่คีบไว้ระหว่างนิ้วชี้กับนิ้วกลางข้างขวาปักเข้าไปตรงลำคอของอีกฝ่ายอย่างแม่นยำ
ชายสวมหมวกแก๊ปเบิกตาโพลง อ้าปากกว้าง แต่เปล่งเสียงไม่ได้แม้แต่น้อย
ร่างทั้งร่างราวกับถูกดูดกระดูกออกไปจนหมด อ่อนยวบเป็นกองอยู่บนเบาะแข็งราวกับโคลน
ขณะเดียวกัน เสียงทึบสั้น ๆ หลายครั้งก็ดังต่อเนื่องมาจากท้ายตู้รถไฟ
“ปัง!”
“กร๊อบ!”
เป็นเสียงร่างคนกระแทกพื้นอย่างหนักหน่วงและเสียงกระดูกเคลื่อนผิดตำแหน่งอันแหลมชัด ปะปนอยู่กับเสียงรถไฟคำราม ไม่มีใครดิ้นรนได้นานถึงหนึ่งวินาทีก่อนทุกอย่างจะเงียบสนิท
อวี๋หว่านโจวเลิกคิ้วเล็กน้อย
นักฆ่าสี่คนที่ผูกเชือกสีดำไว้ที่ข้อมือด้านหลังถูกจัดการเรียบร้อยแล้ว
กลิ่นยาสูบต้าเฉียนเหมินจาง ๆ ปะปนกับไอเย็นชื้นของฝนยามค่ำคืน ลอยมาอย่างเงียบเชียบในความมืด
