อวี๋หว่านโจวก้าวเข้าไป ก่อนจะค่อย ๆ ป้อนน้ำแกงโสมให้อวี๋ฉงซิ่น เพื่อประคองชีพจรหัวใจไว้
จากนั้นจึงปลดสาบเสื้อบาง ๆ ของชายชราออก
แผงอกซูบผอมแนบติดกระดูก ขยับขึ้นลงแผ่วเบาราวกับอาจหยุดลงได้ทุกเมื่อ
อวี๋หว่านโจวหลุบแพขนตา สลัดความคิดฟุ้งซ่านทั้งหมดทิ้ง แล้วใช้นิ้วคีบเข็มทองเล่มแรกอย่างแม่นยำ
เข็มแรก ปักลง!
เข็มที่สอง ปักลง!
เข็มที่สาม...
เข็มทองปักลงบนจุดชีพจรทีละเล่มราวห่าฝน ข้อมือไม่ชะงักและไม่สั่นแม้แต่น้อย
หวังเจี้ยนกั๋วยืนอยู่ข้าง ๆ มองวิธีการที่รวดเร็วจนเห็นเป็นภาพติดตา แววตาค่อย ๆ เปลี่ยนไป
นี่ไม่ใช่ท่าทางเลียนแบบส่งเดช
นี่คือความคล่องแคล่วเด็ดขาดและความแม่นยำที่ต้องผ่านการฝึกฝนอย่างหนักนับครั้งไม่ถ้วน จนฝังลึกอยู่ในกระดูก!
ขณะที่เข็มปักลง พลังพิเศษธาตุไม้ในร่างอวี๋หว่านโจวก็แปรเปลี่ยนเป็นกระแสธารเล็ก ๆ ไหลไปตามปลายเข็ม ก่อนพุ่งเข้าสู่เส้นลมปราณที่แห้งเหือดของอวี๋ฉงซิ่นอย่างกร้าวแกร่ง
พิษเรื้อรังที่เกาะกินอวัยวะภายในทั้งห้ามานานสิบปี ราวกับหนอนที่ถูกไฟแผดเผา ค่อย ๆ ถูกบีบไล่ไปยังปลายแขนขา
ปลายนิ้วทั้งสิบของชายชราเริ่มมีเลือดดำข้นคลั่กซึมออกมาอย่างรวดเร็ว
เลือดพิษหยดลงบนผ้าขาวที่ปูรองไว้ ส่งกลิ่นคาวเหม็นชวนคลื่นเหียน
น้ำตาของแม่หวังไหลพรากจนเต็มหน้า แต่เธอกัดหลังมือไว้แน่น ไม่กล้าปล่อยเสียงสะอื้นออกมาแม้แต่นิดเดียว
ดวงตาพ่อบ้านหลิวแดงก่ำ เส้นเลือดบนหลังมือที่กำตรานาฬิกาพกปูดโปน
หวังเจี้ยนกั๋วกดหูฟังแพทย์ไว้แน่น เสียงตึงเครียดจนสั่นเกร็ง “หัวใจเต้นช้าลงแล้ว!”
“นับต่อ”
อวี๋หว่านโจวพลิกข้อมือ ปักเข็มลงไปอีกเล่ม
“ช้าลงอีกแล้ว ใกล้จะหยุดเต้นแล้ว!”
“นับต่อไป”
เข็มที่สิบแปดปักลงไปอย่างหนักหน่วง
อกของอวี๋ฉงซิ่นที่เมื่อครู่ยังขยับขึ้นลงแผ่วเบา พลันหยุดนิ่งสนิทราวกับสิ้นลมหายใจ
ใบหน้าหวังเจี้ยนกั๋วซีดเผือดในพริบตา “ไม่...ไม่มีสัญญาณแล้ว!”
