“รั่วเจียว!” เย่เฉิงหยวนพุ่งตัวไปที่ข้างเตียง กุมมือของนางไว้ “ข้าอยู่ตรงนี้ ข้าอยู่ตรงนี้ เจ้าเป็นอย่างไรบ้าง? เจ็บตรงไหน?”
“ฝ่าบาท... ลูกของเรา...” อวิ๋นรั่วเจียวร่ำไห้อย่างน่าเวทนา “ลูก... ลูกจะไม่รอดแล้วหรือไม่... หม่อมฉันกลัวเหลือเกิน...”
ดวงตาเย่เฉิงหยวนแดงก่ำในพริบตา สายตาเฉียบคมตวัดไปทางหมอหลี่
ในเวลานั้น หมอหลี่ก็ได้ตรวจชีพจรเสร็จพอดี
เขาคุกเข่าลงกับพื้น ร่างกายสั่นเทิ้มไปทั้งตัว “ทูลฝ่าบาท...พระสนมอวิ๋นกระทบกระเทือนครรภ์ ทารกในครรภ์... คง... จะรักษาไว้ไม่ได้แล้ว...”
คำว่า “รักษาไว้ไม่ได้” ทำให้ทุกคนในที่นั้นตื่นตะลึง
อวิ๋นรั่วเจียวส่งเสียงร้องไห้ปานจะขาดใจ ก่อนจะสลบไสยไป
“รั่วเจียว!” เย่เฉิงหยวนพุ่งเข้าไปกอดนางไว้ในอ้อมแขนทันที
เขากอดนางไว้ ร่างกายสั่นเทาไปทั้งตัว
ภายในตำหนักเงียบสงัดปานความตาย
นานเพียงใดไม่รู้ เขาจึงเงยหน้าขึ้น เสียงของเขาแฝงไปด้วยจิตสังหารอันหนาแน่น “สืบให้รู้ ว่าวันนี้ที่สวนดอกไม้หลวง เกิดอะไรขึ้นบ้าง”
ฟู่อันรู้สึกเย็นวาบไปทั้งกาย รู้ดีว่านี่คือการลงมือจริงจังแล้ว “พ่ะย่ะค่ะ”
ไม่ถึงหนึ่งชั่วยาม ณ สวนดอกไม้หลวง บรรดานางกำนัล ขันที และองครักษ์ที่เห็นเหตุการณ์ทั้งหมด ถูกนำตัวมายังตำหนักหลวง
รวมเจ็ดคน
พยานทั้งเจ็ด ต่างกล่าวเหมือนกันหมดว่า หวงกุ้ยเฟยเป็นคนผลักพระสนมอวิ๋น
ฟู่อันรวบรวมคำให้การเรียบร้อยแล้ว จึงนำขึ้นทูลต่อเย่เฉิงหยวน พร้อมกับคำให้การพิเศษอีกหนึ่งฉบับ
เย่เฉิงหยวนพลิกดู สีหน้าไร้ความรู้สึกใดๆ แต่นิ้วมือที่กำคำให้การอยู่นั้น ค่อยๆ เกร็งขึ้นเรื่อยๆ
“นำตัวจ้าวเหยียนเยี่ยมา”
เมื่อจ้าวเหยียนเยี่ยถูกนำตัวมา นางคุกเข่าอยู่หน้าตำหนัก หลังตรงสง่างาม พยายามรักษาศักดิ์ศรีสุดท้ายของตนไว้
“หม่อมฉันถวายบังคมฝ่าบาท”
เย่เฉิงหยวนมิได้เอ่ยสิ่งใด แรงกดดันนั้นหนักอึ้งประดุจขุนเขา ทับถมลงบนตัวจ้าวเหยียนเยี่ย จนนางหายใจแทบไม่ทั่วท้อง
“จ้าวเหยียนเยี่ย” นานเพียงใด เย่เฉิงหยวนจึงเอ่ยขึ้น เสียงเย็นชาเฉียบขาด ทุกคำพูดดั่งมีดคม “เจ้าทราบหรือไม่ว่ามีความผิด”
