อิ้นถีพบสถานที่แห่งหนึ่งซึ่งมีทิวทัศน์งดงามยิ่ง จึงคิดพาอิ้นฉีเจ้าตัวเล็กไปเที่ยวเล่น
เมื่อได้รับพระอนุญาตจากคังซี เขาก็มาหาเด็กน้อย ครั้นเห็นอิ้นเสียงกับอิ้นเหริงอยู่ด้วย จึงชวนทั้งสองไปด้วยกัน ตั้งใจไปชมทิวทัศน์ลึกเข้าไปในทุ่งหญ้า บัดนี้พวกเขาล้วนไม่ชอบให้ผู้คนมากมายมารายล้อม จึงให้คนติดตามอยู่ห่าง ๆ หากไม่มีธุระก็ไม่ต้องเข้ามารบกวน
ยามนั้นแสงอรุณกำลังงาม สายลมบนทุ่งหญ้าเจือไออุ่น พัดให้ยอดหญ้าไหวเอนแผ่วเบา
อิ้นฉีถูกทั้งสามคนคอยปกป้องอยู่ตรงกลาง ขาสั้น ๆ ก้าวฉับไว เดี๋ยวก็วิ่งไล่ผีเสื้อที่โบยบิน เดี๋ยวก็เด็ดดอกไม้ป่ามากำหนึ่ง แล้วยกขึ้นถามว่า “พี่รอง งามหรือไม่!”
“อืม งาม”
“เอากลับไปมอบให้เสด็จแม่ดีหรือไม่!”
“ดี พี่รองจะเก็บไว้ให้เจ้าเอง”
เมื่อปีนขึ้นเนินหญ้าเตี้ย ๆ อิ้นฉีก็เริ่มหมดแรง ใบหน้าเล็กแดงระเรื่อ ฝีเท้าพลันช้าลง
อิ้นเสียงเห็นว่าเขาเริ่มเหนื่อย จึงก้าวเข้าไปหา “ฉีเอ๋อร์ ให้พี่สิบสามอุ้มเจ้าไปเถิด”
อิ้นถียกมือชี้ไปเบื้องหน้า “ป่าละเมาะข้างหน้างดงามไม่แพ้กัน พวกเราไปพักที่นั่นสักครู่เถิด”
ภายในป่ามีท่อนไม้แห้งขนาดใหญ่หลายท่อนวางกระจัดกระจาย พอให้ใช้เป็นที่นั่งพักได้
อิ้นเหริงเดินเข้าไปตรวจดูอย่างละเอียด เห็นว่าไม้สะอาด ไม่มีแมลงหรือมด จึงส่งสัญญาณให้อิ้นเสียงวางเด็กน้อยลงบนนั้น “พักตรงนี้สักครู่แล้วค่อยไปต่อ”
อิ้นฉีนั่งลงอย่างว่าง่าย ขาเล็กห้อยแกว่งไปมา ความเหนื่อยล้าเมื่อครู่มลายหาย กลับมองทิวทัศน์ในป่าด้วยความสนอกสนใจ
แสงอาทิตย์ลอดผ่านช่องว่างระหว่างใบไม้ ทอดเงาพร่างพรายลงบนพื้น สายลมพัดผ่านใบไม้จนเกิดเสียงซู่ซ่า คลอไปกับเสียงวัวแกะที่แว่วมาจากไกล ๆ บรรยากาศเงียบสงบและรื่นรมย์
อิ้นเหริง อิ้นถี และอิ้นเสียงยืนล้อมอยู่ข้างท่อนไม้แห้ง สนทนากันตามสบาย ส่วนใหญ่เป็นเรื่องขนบธรรมเนียมและวิถีชีวิตบนทุ่งหญ้า บางคราก็เอ่ยถึงการรับรองแขกในช่วงหลายวันที่ผ่านมา บรรยากาศผ่อนคลายสบายใจหาได้ยาก
ไม่มีผู้ใดสังเกตเห็นเงาร่างที่มีลายสีน้ำตาลเหลืองเส้นหนึ่งกำลังเลื้อยแนบพื้น มุ่งหน้ามายังท่อนไม้อย่างรวดเร็ว
