ยามเย็น คังซีกลับมาถึงกระโจม เพิ่งเปิดม่านก็เห็นอิ้นฉีถือภาพวาดหลายแผ่น วิ่งต้วมเตี้ยมเข้ามาหาพร้อมยื่นให้ราวกับเป็นของล้ำค่า
“เสด็จพ่อ! ดูภาพที่ฉีเอ๋อร์วาดเร็วเข้า! จะส่งให้พี่สี่กับพี่แปด!”
คังซีก้มมอง ปลายจมูกกับแก้มของเจ้าตัวเล็กเปื้อนรอยหมึก แถมยังไม่เช็ดให้สะอาด ครั้นมองไปยังรอยหมึกพันกันเป็นก้อนบนกระดาษก็แยกเค้าโครงไม่ออกอยู่ชั่วขณะ จึงถามเสียงอ่อนโยนว่า “โอ้? นี่วาดอะไรหรือ”
“ทุ่งหญ้าขอรับ! ยังมีแกะ แล้วก็ดอกไม้ด้วย” อิ้นฉีชี้ให้คังซีดูทีละอย่าง
คังซีใช้ชีวิตมาครึ่งค่อนชีวิต แต่ไม่เคยเห็นภาพวาดที่หยาบง่ายเป็นนามธรรมเช่นนี้มาก่อน
ทว่าความโปรดปรานในใจเอ่อล้นจนบดบังทุกสิ่ง เขายื่นมืออุ้มอิ้นฉีขึ้นแนบอก แล้วลูบศีรษะเด็กน้อย “อืม วาดได้ดีจริง ๆ”
คังซีรับผ้าเปียกจากเสี่ยวเล่อจื่อมา เช็ดรอยหมึกที่แห้งแล้วบนใบหน้าให้เขาอย่างเบามือ “ปกติรักความสะอาดที่สุด วันนี้กลับซุกซนจนเปื้อนหมึกไปทั้งตัว”
อิ้นฉีเงยหน้าขึ้นถาม “เสด็จพ่อ พี่สี่กับพี่แปดเขียนจดหมายถึงฉีเอ๋อร์หรือยัง”
“เมื่อวานก็เพิ่งได้รับจดหมายมิใช่หรือ พ่อบอกเจ้าไปแล้ว เหตุใดถึงลืมเสียได้”
“แต่ในจดหมายพูดถึงฉีเอ๋อร์แค่ประโยคเดียวเอง แถมยังเป็นประโยคสุดท้ายด้วย!” เจ้าตัวเล็กยู่ปากน้อย ๆ แก้มป่องกลม
คังซีหัวเราะเบา ๆ พลางหยอกเย้า “เจ้าตัวเล็กเอ๋ย บัดนี้เจ้าเพิ่งรู้จักตัวอักษรได้กี่ตัว เขียนจดหมายให้แล้วจะอ่านรู้เรื่องหรือ”
“รู้จักตั้งเยอะแล้ว อ่านออกด้วย!” อิ้นฉีเชิดคางขึ้น เขารู้จักตัวอักษรอยู่แล้วต่างหาก! แสร้งทำเป็นคนไม่รู้หนังสือมานานเหลือเกิน
