ยามเที่ยงวันรุ่งขึ้น แสงตะวันลอดผ่านบานหน้าต่าง สายลมอุ่นพัดแผ่วเบา ภายในตำหนักเฉียนชิงอบอวลด้วยไออุ่น
อิ้นเจินก้าวเข้ามา ก่อนเดินไปเบื้องหน้าอย่างนอบน้อม แล้วถวายแฟ้มฎีกางานราชการในมือ พร้อมกราบทูลรายงานงานที่รับผิดชอบในช่วงหลายวันมานี้ทีละเรื่อง
คังซีอ่านสมุดบัญชีสองสามเล่มที่เขาถวายจนเสร็จ
ในพระทัยพลันนึกถึงอิ้นฉีที่มักบ่นข้างพระกรรณว่า พี่สี่งานยุ่งเหลือเกิน ไม่มีเวลาเล่นกับฉีเอ๋อร์สักนิด ท่าทางยามเอ่ยถ้อยคำนั้นช่างดูราวกับจักรพรรดิเช่นพระองค์จงใจขูดรีดใช้แรงงานพี่สี่อยู่ก็ปาน
คังซีวางพู่กันลง ทอดพระเนตรอิ้นเจิน “เจ้าตัวน้อยฉีเอ๋อร์เอาแต่บ่นถึงเจ้า ไปพบเขาสักหน่อยเถิด”
“เสด็จพ่อ ลูกก็กำลังคิดเช่นนั้นพ่ะย่ะค่ะ”
“อืม เขาคงตื่นแล้ว” คังซีโบกพระหัตถ์
อิ้นเจินตามนางกำนัลและขันทีในตำหนักเฉียนชิงเข้าไปยังห้องบรรทม สายตากวาดผ่านไปโดยไม่ตั้งใจ ก่อนชะงักลงเล็กน้อย
บนผนังห้องบรรทมแขวนภาพวาดที่เปี่ยมด้วยชีวิตชีวาและความไร้เดียงสาของเด็กน้อยไว้อย่างเด่นชัด
เป็นภาพอิ้นฉีวิ่งไล่จับผีเสื้อที่อิ้นเหริงวาดนั่นเอง
แววสงสัยวูบผ่านนัยน์ตาอิ้นเจิน
คังซีถึงกับนำภาพอิ้นฉีมาแขวนไว้ในห้องบรรทมเช่นนี้ เห็นได้ว่าเจ้าก้อนแป้งน้อยมีความสำคัญในพระทัยของคังซีมากกว่าที่ใครคาดคิดไว้เสียอีก
แม้อิ้นฉีจะตื่นแล้ว แต่ยังไม่สร่างงัวเงีย เขาขดตัวอยู่ใต้ผ้าห่มแพรนุ่มนิ่ม
เมื่อได้ยินเสียง เจ้าศีรษะน้อย ๆ ก็โผล่ออกมา ขนตายาวยังเปียกชื้นด้วยไอหมอกหลังตื่นนอน มือเล็กขยี้ดวงตากลมที่ยังพร่ามัว
