ทันทีที่มาถึงตำหนักเสียนอัน อิ้นฉีก็วิ่งปรู๊ดไปยังห้องหนังสือของอิ้นเหริง เสี่ยวเล่อจื่อที่ตามหลังมาต้องเร่งฝีเท้าไล่ตามแทบไม่ทัน
“พี่รอง! ฉีเอ๋อร์มาแล้ว!”
อิ้นเหริงกำลังจดจ่ออยู่หน้าโต๊ะ หลายวันมานี้เพิ่งยุ่งอยู่กับการรับมือขุนนางที่กรมเกษตรส่งมา ในใจจึงอึมครึมอยู่หลายส่วน
เขาไม่กล้าส่งคนไปสืบข่าวของอิ้นฉีเป็นการส่วนตัว ด้วยกลัวว่าจะพลอยทำให้เจ้าตัวน้อยต้องเดือดร้อนไปด้วย
แม้คิดว่าเจ้าตัวน้อยคงไม่เป็นไร แต่หากเรื่องที่อิ้นฉีมาที่ตำหนักเสียนอันแพร่ออกไปจนทั่วทั้งราชสำนัก เกรงว่าภายหน้า คังซีคงไม่ยอมให้เขาก้าวเข้ามาที่นี่อีกแม้แต่ครึ่งก้าว
ใครจะคิดว่าวันนี้เจ้าก้อนน้อยจะวิ่งมาหาเขาอีกครั้ง
เมื่อเห็นเจ้าตัวน้อยยิ้มแย้ม ดวงตาเป็นประกาย คาดว่าเรื่องน่าปวดหัวเหล่านั้นคงคลี่คลายลงด้วยดีแล้ว และไม่ได้ส่งผลร้ายต่อเขามากนัก
รอยยิ้มโล่งใจค่อย ๆ ปรากฏขึ้นระหว่างคิ้วของอิ้นเหริง
อิ้นฉีวิ่งมาหยุดตรงหน้าเขา เงยหน้ากลม ๆ ขึ้นแล้วกล่าวอย่างร้อนรนว่า “พี่รอง วันนี้เสด็จพ่อให้คนส่งฉีเอ๋อร์มานะ ครั้งนี้ไม่ได้แอบหนีมาเสียหน่อย”
อิ้นเหริงยื่นแขนออกไป พลางโน้มตัวอุ้มร่างเล็กขึ้นมาอย่างเป็นธรรมชาติ ฝ่ามือหนาลูบผ่านเส้นผมนุ่มนิ่มของอิ้นฉีเบา ๆ ในใจพลันรู้สึกหลากหลายปนเปกัน “เจ้าไม่เป็นไรก็ดีแล้ว”
อิ้นฉีนั่งอยู่ในอ้อมแขนของอิ้นเหริง พูดเจื้อยแจ้ว เล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นในช่วงก่อนหน้านี้อย่างละเอียด รวมถึงผลการจัดการเรื่องต่าง ๆ
อิ้นเหริงฟังจบแล้วถามเสียงต่ำ “เช่นนั้นเสด็จพ่อก็จัดการทุกอย่างเรียบร้อยแล้วหรือ?”
อิ้นฉีพยักหน้า พลางมองอิ้นเหริงอย่างระมัดระวัง ก่อนลองถามหยั่งเชิง “เสด็จพ่อก็ยังเป็นเสด็จพ่อที่ดี ใช่หรือไม่?”
คำถามนั้นทำให้อิ้นเหริงนิ่งเงียบไปชั่วขณะ แววตาหนักอึ้ง ภายในดวงตาพลุ่งพล่านด้วยความรู้สึกซับซ้อนยากอธิบาย จนไม่รู้ว่าควรตอบอย่างไร หากเป็นเจ้าก้อนน้อยในยามนี้ ก็คงใช่กระมัง!
อิ้นฉีเห็นดังนั้นก็เข้าใจ เขากวาดตามองไปรอบห้อง แล้วเหลือบเห็นภาพวาดใหม่ที่แขวนอยู่บนผนัง ดวงตาพลันสว่างวาบ รีบเปลี่ยนเรื่องทันที “ว้าว นั่นข้าเอง!”
