อิ้นเจินหลับไปไม่นานนัก ทว่ากลับหลับสนิทและสงบอย่างยิ่ง
แต่ก่อนเขามักหลับตื้นและระแวดระวัง แม้ยามดึกเพียงมีเสียงลมหรือเสียงฝีเท้าแว่วเข้าหู ก็จะสะดุ้งตื่นในทันที
ทว่าวันนี้เมื่อเอนกายอยู่บนชิงช้านุ่มนิ่ม ไกวเบา ๆ ประหนึ่งเปลนอน ทั้งยังมีเสียงหวานนุ่มของเจ้าก้อนแป้งคลออยู่ข้างหู สายพิณในใจที่ขึงตึงจึงคลายลงอย่างสิ้นเชิง เขาถึงกับหลับลึกเข้าสู่ห้วงฝัน
เขาค่อย ๆ ลืมตาเรียวยาวขึ้น ก็เห็นใบหน้าเล็ก ๆ ของอิ้นฉีอยู่ใกล้เพียงคืบ
เด็กน้อยเท้าคางข้างหนึ่ง อีกมือยังถือห่วงเกือกม้าไว้ พลางมองเขาเงียบ ๆ ครั้นเห็นเขาลืมตา ก็เผยรอยยิ้มหวานขึ้นมาทันที “พี่สี่ ตื่นแล้วหรือ?”
“พี่สี่หลับไปนานเท่าใด?” อิ้นเจินยกมือขึ้นนวดขมับ
อิ้นฉีส่ายหน้า เขาเองก็ไม่รู้เหมือนกัน! คงไม่นานกระมัง ก็แค่เล่นห่วงเกือกม้านี่อยู่ครู่หนึ่งเท่านั้น!
เสี่ยวเล่อจื่อซึ่งยืนปรนนิบัติอยู่ข้าง ๆ อย่างกลั้นหายใจ รีบก้าวมาค้อมกายรายงาน “กราบทูลอาเกอสี่ เพียงครึ่งชั่วยามพ่ะย่ะค่ะ”
อิ้นเจินเงยหน้ามองท้องฟ้า เมฆลอยเอื่อยเฉื่อย ดูแล้วเวลายังผ่านไปไม่นานจริง ๆ
แต่การพักผ่อนเพียงชั่วครู่กลับเทียบได้กับการหลับสนิทหลายวัน ความเหนื่อยล้าทั่วร่างมลายสิ้น รู้สึกปลอดโปร่งสบายตัว
“ฉีเอ๋อร์รอพี่สี่ตื่นอยู่ที่นี่ตลอดหรือ?”
“อื้ม”
เมื่อเห็นเด็กน้อยพยักหน้า หัวใจเขาก็อบอุ่นขึ้นมา เจ้าก้อนแป้งจอมซุกซนผู้นี้คงลำบากไม่น้อยที่ต้องนอนเป็นเพื่อนเขาถึงครึ่งชั่วยาม
“เหตุใดไม่เรียกพี่สี่เล่า?”
“เพราะฉีเอ๋อร์ไม่อยากปลุกพี่สี่นี่นา!” กล่าวจบก็จุ๊บแก้มอิ้นเจิน “พี่สี่ ชิงช้าของฉีเอ๋อร์นั่งสบายสุด ๆ เลยใช่หรือไม่?”
เขาเงยใบหน้าน้อย ๆ ขึ้นอย่างภาคภูมิ รอให้อิ้นเจินเอ่ยชม
