ขบวนรถเดินทางต่อไปอีกหลายวัน จนเข้าใกล้ทุ่งหญ้าเค่อเอ่อร์ชิ่นขึ้นทุกที
ตลอดทางมีอิ้นฉี เจ้าก้อนน้อยนุ่มนิ่มคอยเป็นเพื่อน ความน่าเบื่อของการเดินทางจึงบรรเทาลงไปกว่าครึ่ง
แม้แต่สายลมที่พัดผ่านม่านรถม้าเข้ามา ก็คล้ายอ่อนโยนขึ้นหลายส่วน
ทุกเช้าหมอหลวงโม่จะตรวจชีพจรให้อิ้นฉี เพื่อยืนยันว่าชีพจรเต้นเป็นปกติ
หากมีเวลาว่าง ยังจูงมือเขาเดินข้างขบวน สอนให้จำแนกพืชพรรณริมทาง เจ้าตัวน้อยตั้งใจฟังยิ่งนัก เมื่อถามถึงสรรพคุณของสมุนไพร ส่วนใหญ่ก็ตอบได้
อิ้นจื่อกับอิ้นเหริงยามว่างก็สอนเขาอ่านหนังสือ คอยปูพื้นฐานให้ ทั้งสองมักอดทึ่งในความฉลาดของเขาไม่ได้ เพียงชี้แนะครั้งเดียวก็เข้าใจ
อิ้นถังกับอิ้นเอ๋อพาเขาทำเรื่องสนุก ๆ ระหว่างทาง ทั้งยังพาไปหาเก็บผลไม้ป่า
ยามว่างอิ้นถีเสาะหากิ่งไม้เหนียวหยุ่นมาทำหนังสติ๊กเล็ก ๆ ให้อิ้นฉี
อิ้นเสียงเห็นแล้วก็มักพาเจ้าตัวน้อยถือหนังสติ๊กไปเล่นด้วยกัน ยิงผลไม้ที่ห้อยอยู่บนกิ่งไม้และใบหญ้าริมทาง ทุกครั้งที่อยู่เป็นเพื่อนอิ้นฉีเล่นหนังสติ๊ก ทั้งสองรู้สึกราวกับได้ย้อนกลับไปสู่วัยเยาว์ที่เคยอยู่เคียงข้างกัน กำแพงในใจที่คั่นกลางดูคล้ายจางลงบ้าง
ทุกวันออกเดินทางกันแต่เช้าตรู่ อิ้นฉีจึงค่อย ๆ สร้างนิสัยตื่นเช้าขึ้นมาได้
ยามออกเดินทาง เขามักไม่ยอมขึ้นรถม้าหลวงไปกับคังซี เอาแต่เกาะแกะขอให้ทุกคนพาขี่ม้าไปสักช่วงหนึ่ง ขอเพียงคังซีอนุญาต ทุกคนย่อมเต็มใจพาเจ้าก้อนน้อยขี่ม้าไปด้วยกันสักระยะ
เมื่อดวงอาทิตย์ลอยสูง อากาศเริ่มร้อนขึ้น จึงค่อยส่งเขากลับไปหาคังซี หรือไม่ก็ไปยังรถม้าของไทเฮากับจิ้งผิน
ยามออกเดินทางในวันนี้ อิ้นฉีกำลังเกาะแกะอิ้นโย่ว ขอให้อิ้นโย่วพาขี่ม้า
อิ้นเสียงหัวเราะพลางเรียกเขา “ฉีเอ๋อร์ มานี่ ให้พี่สิบสามพาไป อย่ารบกวนพี่เจ็ดเลย”
อิ้นฉีเอียงศีรษะน้อย ๆ แล้วตอบอย่างจริงจัง “แต่พี่เจ็ดเก่งกว่า ม้าวิ่งเร็วกว่าม้าของพี่สิบอีก”
อิ้นเอ๋อที่อยู่ข้าง ๆ ได้ยินแล้วก็โวยวายขึ้นมาทันที “เฮ้! ข้าตั้งใจชะลอความเร็วต่างหาก กลัวเจ้าตกลงมา!”
อิ้นฉีส่ายหน้า เอ่ยเสียงนุ่ม “แต่พี่เจ็ดยังไม่เคยพาฉีเอ๋อร์ขี่ม้าเลย!”
