ทุกคนรับประทานมื้อกลางวันกันเสร็จและพักผ่อนจนเรียบร้อย ก็ถึงเวลาออกเดินทาง
อิ้นฉียังคงกำเปียของอิ้นเหริงไว้แน่น แม่นมก้าวเข้ามาหมายจะค่อย ๆ แกะมือของเจ้าตัวน้อยออก ทว่าคังซียกมือห้ามไว้
คังซีอยู่กับเจ้าตัวน้อยทุกวัน ย่อมรู้ดีที่สุดว่า หากฝืนแกะมือออกในยามนี้ จะต้องทำให้เขาตื่นเป็นแน่
แม้เจ้าก้อนแป้งน้อยตื่นแล้วจะไม่ร้องไห้จ้า ทว่าท่าทางน้อยเนื้อต่ำใจจนขอบตาแดงก่ำ กลับทำให้พระองค์ปวดใจยิ่งกว่าตอนร้องไห้เสียอีก
คังซีตรัสเสียงขรึมว่า “อิ้นเหริง เจ้าอุ้มเขา แล้วขึ้นรถม้าคันเดียวกับเจิ้นเถิด”
“พ่ะย่ะค่ะ...เสด็จพ่อ” อิ้นเหริงค้อมกายรับ น้ำเสียงแฝงความสั่นไหวบางเบาจนแทบจับไม่ได้
เขาอุ้มอิ้นฉี เดินตามหลังคังซีอย่างแผ่วเบา เกรงว่าจะรบกวนเจ้าตัวน้อยในอ้อมแขน
เขารู้ดีว่าครั้งนี้ตนได้ติดตามคังซีออกเดินทาง ก็เพราะเจ้าก้อนแป้งน้อยออดอ้อนคังซีอยู่หลายครั้ง มิฉะนั้นเขาคงต้องอยู่ในวังเป็นแน่
ทว่าเวลานี้เขากลับไม่รู้ว่าควรเผชิญหน้ากับคังซีอย่างไร
ความผิดพลาดและการทำให้ผิดหวังในอดีตตามติดเขาราวเงา ฐานะฮ่องเต้กับขุนนาง ความหมางเมินระหว่างบิดากับบุตร ล้วนเป็นพันธนาการหนักอึ้งที่กดทับจนเขาแทบหายใจไม่ออก เขาเดินตามคังซีเข้าไปในรถม้าอย่างเงียบงัน ก่อนนั่งลงอย่างเกร็งขัดและกอดอิ้นฉีแน่นขึ้นอีกเล็กน้อย แผ่นหลังเหยียดตึง ปลายนิ้วยังสั่นระริก
รถม้าเริ่มเคลื่อนอย่างช้า ๆ ภายในห้องโดยสารเงียบสนิท มีเพียงเสียงล้อบดไปตามพื้นถนนดังครืดคราดซ้ำ ๆ อย่างจำเจ กดดันจนผู้คนแทบหายใจไม่ออก
