ทางด้านอิ้นฉีเพิ่งเช็ดตัวจนสะอาดและเปลี่ยนเสื้อผ้าแห้งเรียบร้อย
หมอหลวงโม่ก็เดินทางมาถึง เขาหิ้วหีบยาเร่งฝีเท้าเข้าไปในกระโจม ตรวจชีพจรให้อิ้นฉีอย่างละเอียด ก่อนจะแหวกคอเสื้อดูและแตะหน้าผากของเขา ครั้นตรวจสอบจนแน่ใจว่าไม่เป็นอันใดแล้วจึงค่อยถอนหายใจด้วยความโล่งอก จากนั้นก็สั่งให้คนนำชาขิงไปต้ม
คังซีทอดพระเนตรเจ้าก้อนน้อยในอ้อมแขน น้ำเสียงเคร่งขรึมขึ้นเล็กน้อย “คราวหน้าจะยังกล้าเล่นซนเช่นนี้อีกหรือไม่ เสด็จพ่อกำชับเจ้าแล้วมิใช่หรือว่าให้อยู่ห่างจากริมลำธาร”
“ไม่ได้อยู่ใกล้มากเสียหน่อย... เป็นเพราะก้อนหินลื่นเกินไปต่างหาก” อิ้นฉีแก้ตัวเสียงเบา
“ยังกล้าเถียงอีกหรือ เช่นนั้นบอกเรามาสิว่าเสื้อผ้าเปียกได้อย่างไร” คังซีทรงกุมขมับ ทั่วหล้านี้มีผู้ใดกล้าเถียงพระองค์เช่นนี้บ้าง
“เสด็จพ่อ อย่าทรงกริ้วเลย อิ้นฉีรู้ผิดแล้ว” อิ้นฉีดึงแขนเสื้อของคังซี เงยใบหน้าน้อยขาวผ่องขึ้นออดอ้อน “เสด็จพ่อทรงอภัยให้อิ้นฉีเถิด ได้หรือไม่”
เห็นคังซีเงียบงัน อิ้นฉีก็ไม่หวั่นเกรงแม้แต่น้อย ยังคงเอ่ยด้วยน้ำเสียงออดอ้อนนุ่มนิ่ม “ทรงอภัยให้อิ้นฉีเร็ว ๆ เถิด เสด็จพ่อดีที่สุดเลย! อิ้นฉีรักเสด็จพ่อ ยาวไกลเหมือนลำธารน้อยเมื่อครู่เลย เสด็จพ่ออย่าทรงกริ้วแล้วได้หรือไม่”
คังซีทอดพระเนตรอิ้นฉีตัวน้อยในอ้อมแขน ฟังถ้อยคำหวานเลี่ยนชวนให้ขนลุกของเขา เด็กคนนี้ถ่ายทอดความรู้สึกอย่างตรงไปตรงมาและเร่าร้อนเสมอ เพลิงโทสะที่คุกรุ่นอยู่ในพระทัยจึงมอดดับลง
คำตำหนิไม่อาจเอื้อนเอ่ยออกมาได้อีก น้ำเสียงยังคงเคร่งขรึมอยู่บ้าง “เจ้ารู้จักประจบเอาใจเก่งนัก ครานี้เราจะยกโทษให้ก่อน ต่อไปยามเล่นต้องระมัดระวังความปลอดภัย ได้ยินหรือไม่”
