เริ่นชิงจวินเงยหน้าขึ้น สบเข้ากับดวงตาลุ่มลึกดุจหมอกหนาทึบเหนือขุนเขาไกลโพ้นหลังเลนส์แว่น ลมหายใจของเธอชะงักไปเล็กน้อย สมองว่างเปล่าอยู่ชั่วขณะ
ในที่สุด เธอก็มองเห็นตัวเองในดวงตาสีดำสนิทของเขา
เธอกลืนน้ำลายเบา ๆ ก่อนตอบอย่างประหม่าเล็กน้อยว่า
“กองกฎหมายและสนธิสัญญาระหว่างประเทศค่ะ”
เฉิงอวี้เคอขยับคิ้วเล็กน้อย มุมปากคลี่ออกเป็นรอยยิ้มโดยธรรมชาติ น้ำเสียงเป็นกลาง ไร้อารมณ์ เป็นน้ำเสียงในที่ทำงานอย่างแท้จริง
“ที่แท้ก็เป็นลูกน้องของผม”
ใจของเธอพลันผ่อนลงเล็กน้อย เขาคงไม่รู้จักเธอจริง ๆ
บางทีเขาอาจสังเกตเห็นท่าทีประหม่า จึงผ่อนน้ำเสียงลงอีกนิด กล่าวอย่างให้กำลังใจว่า
“ไม่ต้องกังวล คุณทำได้ดีมาก”
หัวใจเริ่นชิงจวินอุ่นวาบ ความชื่นชมและเคารพที่มีต่อเขายิ่งเพิ่มพูนขึ้นอีกหลายส่วน
·
หลังงานเลี้ยงเลิกรา ชายชาวตะวันออกกลางส่งเธอมาถึงหน้าหอประชุมอย่างสุภาพบุรุษ
“คุณเริ่น พักอยู่ที่ไหนครับ? ขอให้ผมไปส่งสักระยะได้ไหม”
ลมต้นฤดูใบไม้ร่วงเย็นเล็กน้อย เริ่นชิงจวินกระชับเสื้อสูทผู้หญิงสีดำที่คลุมไหล่ ก่อนยิ้มตอบว่า
“ขอบคุณค่ะ คุณเฟย์ซัล อับดุลลาห์ ฉันเรียกรถแท็กซี่ไว้แล้ว ไม่รบกวนคุณดีกว่าค่ะ”
ชายคนนั้นไม่ฝืน ใบหน้าที่มีริ้วรอยชัดเจนยังคงประดับรอยยิ้มเป็นมิตร เขาพูดกับเธอด้วยน้ำเสียงของผู้ผ่านประสบการณ์มาก่อนว่า
“ถ้าชอบจริง ๆ ก็กล้าไล่ตามเลยครับ”
ประโยคนี้ช่างกะทันหันและไม่ทันตั้งตัวเหลือเกิน
เริ่นชิงจวินชะงักงันไปทันที
เฟย์ซัลมองเธออย่างสุภาพ ดวงตาเป็นประกายเต็มไปด้วยกำลังใจ
“ภรรยาผมเคยเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยของผม เธออายุมากกว่าผมห้าปี วันรับปริญญา ผมรวบรวมความกล้าสารภาพรักกับเธอ ตอนนี้เรามีลูกด้วยกันสี่คนแล้วครับ”
เขายักไหล่ แบมือพลางหัวเราะ “ดังนั้น สถานะไม่ใช่ปัญหา ทุกคนมีสิทธิ์ที่จะรัก ผมเชื่อว่าคุณก็ทำได้เหมือนกัน”
ที่แท้ชายชาวตะวันออกกลางคนนี้ก็ล่วงรู้ความในใจของเธอมาตั้งแต่แรก ถึงได้จงใจเชิญเธอมาเป็นคู่ควง แล้วแนะนำเธอให้เฉิงอวี้เคอ ผู้บังคับบัญชาของเธอรู้จัก
เริ่นชิงจวินซาบซึ้งในน้ำใจของเขามาก เพราะทำให้เธอได้เติมเต็มความปรารถนาหนึ่ง และทำให้เทพบุตรในดวงใจได้ทอดตามองเธอเสียที
แต่ก็แค่นั้น
เธอรู้ฐานะของตัวเองดี ไม่ว่าจะเป็นชาติตระกูลหรือด้านอื่น ๆ เธอก็ไม่คู่ควรกับเขา
เธอเองก็ไม่อยากเป็นมือที่สามทำลายชีวิตแต่งงานของคนอื่น
ยิ่งไปกว่านั้น ด้วยมาตรฐานทางศีลธรรมอันสูงส่งของท่านผู้อำนวยการเฉิง ผู้ยึดมั่นในระเบียบวินัยและเคร่งครัดกับตัวเอง เธอยิ่งไม่มีโอกาสเลย
เธอเม้มริมฝีปากอย่างขมขื่น ไม่คิดอธิบายให้มากความ เพียงรับน้ำใจของเขาไว้อย่างเหมาะสม “ขอบคุณค่ะ”
เฟย์ซัลก้มศีรษะเล็กน้อยเพื่ออำลา
เริ่นชิงจวินเดินไปริมถนน แต่ระหว่างทางกลับถูกเพื่อนร่วมงานหญิงสองคนจากกองกฎหมายและสนธิสัญญาระหว่างประเทศในกรมกิจการต่างประเทศขวางไว้
จ้าวอวี่ลู่ถากถางเธออย่างเจ็บแสบ “ในที่สุดเธอก็หาโอกาสไปเกาะผู้ชายแก่ที่มีอำนาจบารมีได้สักที เฟย์ซัล อับดุลลาห์เป็นผู้ช่วยระดับสูงของรัฐมนตรีต่างประเทศประเทศเขาเชียวนะ”
“…………”
ใต้แสงจันทร์ ใบหน้าเริ่นชิงจวินซีดลงจาง ๆ เธอยืดหลังขึ้นอย่างแทบสังเกตไม่เห็น สูดลมหายใจลึกแล้วถามว่า
“เธอหมายความว่ายังไง?”
จินเซิงลี่ที่ยืนอยู่ข้าง ๆ กอดอก ยกมุมปากขึ้นอย่างดูแคลน
“ก็หมายความว่าเธอจิตใจไม่ซื่อตรง คิดเพ้อฝันจะใช้ทางลัด อาศัยผู้ชายไต่เต้าไงล่ะ”
“ฉันไม่ได้ทำ” เริ่นชิงจวินตอบอย่างสงบ “คุณอับดุลลาห์เชิญฉันมาเป็นคู่ควงชั่วคราวเพราะความจำเป็นในการทำงาน...”
จ้าวอวี่ลู่พูดแทรกอย่างไม่ไว้หน้า “เอาคำพูดแบบนี้มาหลอกพวกเรา ใครจะเชื่อล่ะ?”
“ในแผนกเรามีคนที่อาวุโสกว่าเธอตั้งเยอะ ทำไมเขาไม่ไปหาคนอื่น ดันต้องเลือกเธอ? ก็เพราะเธออาศัยหน้าตาสวยนิดหน่อย แอบยั่วยวนล่ะสิ”
“นั่นสิ” จินเซิงลี่รับคำเป็นปี่เป็นขลุ่ย “ตอนทำงานก็แสดงท่าทีกระตือรือร้นผิดปกติ ไม่ใช่เพราะอยากเด่นต่อหน้าหัวหน้ากองลวี่ อยากให้เขาโปรดปรานหรอกเหรอ? ก็เป็นเต่าที่ว่ายอยู่ในบ่อเดียวกันทั้งนั้น ลูกไม้เล็ก ๆ น้อย ๆ ของเธอ ใครจะไม่รู้บ้าง?”
จ้าวอวี่ลู่หัวเราะเยาะ “น่าเสียดายนะ หัวหน้ากองลวี่กับภรรยาเป็นเพื่อนร่วมมหาวิทยาลัยกัน ทั้งคู่รักใคร่กันดี ครอบครัวมีความสุขสมบูรณ์พร้อม แมลงวันอย่างเธออยากตอมไข่ฟองนั้นก็ไม่มีรอยร้าวให้เจาะหรอก มีแต่จะขายหน้าเปล่า ๆ”
เริ่นชิงจวินโกรธจนตัวสั่น อยากพุ่งเข้าไปตบพวกเธอสองคนคนละฉาด
แต่เธอไม่กล้า
เธอกลัวการเผชิญหน้า
ในตอนนั้นเอง—
รถยนต์หงฉีสีดำติดป้ายทะเบียนปักกิ่งเอคันหนึ่งค่อย ๆ แล่นออกมาจากหัวมุมถนน
แสงไฟระยิบระยับสาดไล้ไปบนตัวรถที่สะอาดไร้ฝุ่นละออง ราวกับแสงหลากสีที่ส่องประกาย อำนาจบารมีของรถคันนี้มั่นคงสุขุมและน่าเกรงขามไม่ต่างจากเจ้าของ
“จอด”
ชายบนเบาะหลังเอ่ยสั้น ๆ ด้วยน้ำเสียงหนักแน่น คนขับปฏิบัติตามคำสั่งทันที แตะเบรกเบา ๆ ยางรถยนต์หยุดสนิทตรงหน้าหญิงทั้งสามอย่างนุ่มนวล
นิ้วยาวเรียวเย็นเยียบดุจหยกกดลงบนแผงควบคุมเบา ๆ กระจกหน้าต่างติดฟิล์มทึบค่อย ๆ ลดลง
เฉิงอวี้เคอสวมสูทและผูกเนกไทอย่างเรียบร้อย เขาเหลือบมองมาทางนี้ กรอบแว่นแพลทินัมสะท้อนประกายเย็นวาว หางตาคมเรียวยาวดุจพัดกางฉายแววเฉียบคมและรู้เท่าทัน ก่อนเอ่ยเสียงเข้มว่า
“มีเรื่องอะไรกัน?”
น้ำเสียงแม้เรียบเฉย แต่แฝงแรงกดดันของผู้มีอำนาจมาแต่กำเนิด
เขาสังเกตเห็นบรรยากาศผิดปกติที่นี่
รูม่านตาของเริ่นชิงจวินขยายขึ้น เธอไม่คิดว่าจะได้พบเขาอีก และยิ่งไม่คาดว่าจะเจอกันในสภาพน่าอับอายเช่นนี้ จึงชะงักค้างไปชั่วขณะ
จ้าวอวี่ลู่กับจินเซิงลี่ตกใจจนแทบขวัญหนีดีฝ่อ พูดติด ๆ ขัด ๆ ไม่ออก
พวกเธอไม่เคยมีโอกาสเผชิญหน้ากับผู้นำใหญ่แบบวันนี้มาก่อน และยิ่งไม่มีความสามารถพอจะรับมือกับสายตาและคำซักถามตรง ๆ ของเขา
ความโอหังเมื่อครู่สลายไปในพริบตา พวกเธอห่อไหล่หดตัว พึมพำเรียกอย่างนอบน้อมว่า “สวัสดีค่ะ ท่านผู้อำนวยการเฉิง” แล้วรีบหนีไปอย่างลนลาน
เฉิงอวี้เคอเบนสายตามายังเริ่นชิงจวิน ดวงตาสีหมึกดำราวกับแอ่งน้ำลึกไร้ก้นบึ้ง เย็นเยียบจนไร้อารมณ์ใด ๆ
เธอยังคงยืนอยู่ที่เดิม แสงไฟเหนือศีรษะสาดคลุมผมเกล้าทรงเรียบร้อย ใบหน้าที่แต่งแต้มเครื่องสำอางอย่างพอเหมาะ ผิวขาวราวหิมะ และรูปร่างสูงโปร่งของเธอ
ชุดกระโปรงยาวบางเบาพลิ้วไหว ราวกับไม่อาจทนแรงลมได้แม้แต่น้อย
เมื่อสายตาของทั้งสองสบกันจากระยะห่างไม่กี่ก้าว แสงจันทร์และแสงไฟสว่างไสวบนลานกว้างทอดเข้ามาในรถ เธอมองเห็นหงอิ๋งเยวี่ยนั่งอยู่ข้างเขา
แผ่นหลังสง่างามตั้งตรงแนบกับพนักเบาะหนังแท้ แนวกรามต่อถึงลำคอด้านข้างเรียวยาวและเชิดสูง เธอไม่เคยแม้แต่จะหันมองนอกหน้าต่างรถ
—ช่างสูงส่งเหนือผู้คนเหลือเกิน
ภาพทั้งสองนั่งเคียงข้างกันช่างเหมือนคู่สามีภรรยานักการเมืองในละครโทรทัศน์อย่างไม่มีผิดเพี้ยน
ชนชั้นนำ ฉลาดเป็นเลิศ สังคมชั้นสูง
ช่างเหมาะสมกันเหลือเกิน
ความคิดเช่นนี้ผุดขึ้นในหัวเริ่นชิงจวินอย่างไม่ถูกที่ไม่ถูกเวลา เธอรู้สึกละอายใจเมื่อเทียบกับอีกฝ่าย
เฉิงอวี้เคอไร้สีหน้า พยักคางให้เธอเล็กน้อย แล้วสั่งคนขับว่า “ไป”
ล้อรถเริ่มหมุนอีกครั้ง กระจกรถกันกระสุนสีทึบเลื่อนขึ้น ค่อย ๆ บดบังใบหน้าหล่อเหลาอ่อนโยนของเขา
เธอเม้มริมฝีปาก ก่อนหันหลังจากไปอย่างหดหู่
ขณะที่รถหงฉีปักกิ่งเอแล่นผ่านทางเลี้ยวถัดไป แสงสีขาวสว่างวาบขึ้นที่หางตา
เฉิงอวี้เคอขมวดคิ้วเล็กน้อย ก่อนเอ่ยขึ้นอีกครั้งว่า “จอด”
ตัวรถหยุดลงอย่างมั่นคง
เขาหันหน้าไป มองพื้นตรงจุดที่เริ่นชิงจวินยืนอยู่เมื่อครู่อย่างเฉียบคม แล้วถามว่า
“นั่นอะไร?”
คนขับได้รับการฝึกมาอย่างดี ไม่ต้องรอให้เขาพูดซ้ำ ก็เปิดประตูลงจากรถ
ครู่ต่อมา เขายื่นนกกระเรียนกระดาษที่พับจากผ้าเช็ดปากให้ด้วยสองมือ
“น่าจะเป็นของที่คุณผู้หญิงเมื่อครู่ทำตกไว้ครับ”
เฉิงอวี้เคอลดกระจกลง ใช้นิ้วเรียวยาวสองนิ้วคีบปลายหางที่ชี้สูงของนกกระเรียนกระดาษขึ้นมาถือไว้ พิจารณาอย่างละเอียด
ส่วนหัวและขนเป็นเหลี่ยมคมชัด ลำตัวนูนถูกโอบล้อมด้วยดอกบัวประดับเส้นด้ายทอง เปล่งประกายระยิบระยับ
ผลงานฝีมือซุกซนของเด็กสาวที่เบื่อจนไม่มีอะไรทำ
เขายกมุมปากขึ้นน้อย ๆ อย่างไม่ใส่ใจ “ก็แค่เด็กสาวคนหนึ่งจริง ๆ”
