เมื่อเห็นปฏิกิริยาของเย่ซู่หยุน สีหน้าของเย่ซู่จือที่เพิ่งดีขึ้นมาหน่อยก็กลับหม่นลงอีกครั้ง
“เย่ซู่หยุน อย่าลืมนะว่างานของเธอเป็นลุงรองกับป้ารองที่ช่วยหาให้”
งานที่เย่ซู่หยุนทำอยู่ที่ไปรษณีย์นั้น ได้มาหลังจากเธอเรียนจบมัธยมปลายเมื่อหลายปีก่อน ตอนนั้นเธอคบกับแฟนหนุ่มในเมืองและอยากแต่งงานทันทีที่เรียนจบ
ลุงรองกับป้ารองกังวลว่าเย่ซู่หยุนมีพื้นเพเป็นคนชนบท หากไม่มีงานทำด้วย ครอบครัวสามีอาจดูแคลนเธอ จึงพยายามไปขอความช่วยเหลือจากเพื่อนทหารเก่าของลุงรอง จนช่วยหาให้เธอได้งานหนึ่ง
เย่ซู่จือแค่นเสียงเย็นชาแล้วพูดต่อว่า “ก่อนหน้านี้ฉันก็เคยถามเธอแล้วว่าจะกลับมาขอที่ดินในเขตหมู่บ้านสร้างบ้านไหม แต่เธอบอกว่าไม่เอาเอง”
ในหมู่บ้านซวงมู่ หากมีเหตุผลเพียงพอ แม้แต่ลูกสาวที่แต่งออกไปแล้วก็กลับมาขอที่ดินสร้างบ้านได้ เพียงแต่พื้นที่ไม่มากนัก มีแค่ 100 ตารางเมตร
แม้เย่ซู่หยุนจะอาศัยอยู่ในเมือง แต่ก็อยู่กับพ่อแม่สามี คนห้าหกคนอยู่ในบ้านที่มีพื้นที่ไม่ถึง 50 ตารางเมตร จึงมักกระทบกระทั่งและทะเลาะกันอยู่บ่อย ๆ
เย่ซู่จือจึงแนะนำให้เย่ซู่หยุนกลับมาขอที่ดินในหมู่บ้านแล้วสร้างบ้านอยู่เอง
แม้การเดินทางจากหมู่บ้านซวงมู่ไปทำงานที่ไปรษณีย์ในเมืองจะไกลกว่าการพักอยู่ในเมือง แต่ก็เพิ่มเวลาเดินทางแค่ยี่สิบกว่านาที ที่จริงแล้วไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร
แต่เย่ซู่หยุนปฏิเสธ
เมื่อได้ยินคำพูดของเย่ซู่จือ หลี่กั๋วเฉียง สามีของเย่ซู่หยุน ก็ยิ้มซื่อ ๆ แล้วรีบแก้ต่างว่า
“พี่ใหญ่ ตอนนั้นพวกเราคิดจะกลับมาสร้างบ้านเหมือนกัน แต่เงินที่มีติดตัวไม่พอ เลยไม่กล้ากลับมาครับ”
เย่ซู่หยุนรีบรับคำ “ใช่ค่ะ”
ตอนนั้นเธอไม่รู้ต่างหาก! ถ้ารู้ว่าหมู่บ้านจะถูกรื้อถอน เธอคงกลับมาสร้างบ้านตั้งนานแล้ว!
เย่ซู่จือแทบจะกลอกตาใส่
เธอชักจะรำคาญหลี่กั๋วเฉียงขึ้นทุกที ภายนอกดูซื่อสัตย์จริงใจ แต่คนที่เจ้าเล่ห์เพทุบายที่สุดก็คือเขานี่แหละ
ที่เย่ซู่หยุนกลายเป็นคนคิดคำนวณถึงขั้นกล้าหมายตาเงินชดเชยการรื้อถอนของชุนเซิง ก็ต้องเป็นเพราะหลี่กั๋วเฉียงคอยยุยงแน่นอน!
