ฟ้ายังเพิ่งเริ่มสาง เสียงฆ้องทองแดงที่ดังรัวก็กรีดผ่านความเงียบสงบของหมู่บ้านพิงเขา เจียงจืออวี่ออกมาจากมิติ พรวดพราดสวมเสื้อบุฝ้ายตัวหนึ่งที่ดูไม่สะดุดตา นี่เป็นเสื้อที่เธอตั้งใจเลือกไว้ จะได้ไม่โดดเด่นเกินไป
พอเปิดประตูรั้ว ลมหนาวปลายฤดูใบไม้ร่วงก็พัดปะทะใบหน้า เจียงจืออวี่กระชับเสื้อคลุมแล้วเดินไปยังลานหน้าสำนักงานกองพล ระหว่างทางพบชาวบ้านหลายคนแบกเครื่องมือทำไร่ทำสวน สายตาทุกคู่จับจ้องเธอ มีทั้งชื่นชม อยากรู้อยากเห็น และแววพินิจพิเคราะห์ที่ยากจะอธิบาย
“คนนี้คือเยาวชนผู้มีการศึกษาที่ขี่จักรยานเมื่อวานใช่ไหม? สวยจริง ๆ!”
“ได้ยินว่ามีแรงมากจนบีบหินแตกได้ ไม่ใช่คนที่ไปหาเรื่องด้วยง่าย ๆ หรอก...”
เจียงจืออวี่มองตรงไปข้างหน้า เดินตรงไปยังลานกว้าง ตอนนี้มีคนมารวมตัวกันไม่น้อยแล้ว เยาวชนผู้มีการศึกษาหน้าใหม่ทั้งแปดคนยืนเบียดกันอยู่ตรงมุม เจี่ยงเหวินเหวินกำลังเป่าลมอุ่นใส่มือที่แดงเพราะความหนาว สีหน้าเต็มไปด้วยความไม่เต็มใจ
หัวหน้ากองเฉินยืนอยู่บนแท่นหินบดเมล็ดธัญพืช กระแอมสองสามครั้งก่อนพูดว่า “เงียบกันหน่อย! ขอแนะนำ ทั้งแปดคนนี้เป็นเยาวชนผู้มีการศึกษาที่เพิ่งมาใหม่ ต่อไปจะมาทำงานในกองพลของเรา ตามธรรมเนียมเดิม ผู้ชายไปทำงานในนาใหญ่ ส่วนผู้หญิงไปอยู่กับทีมสตรี พวกเยาวชนผู้มีการศึกษา...” เขากวาดตามองหนุ่มสาวผิวพรรณบอบบางสองสามคน “ก็เริ่มจากเรียนรู้ไปก่อน อย่าอู้ล่ะ!”
เสียงหัวเราะเบา ๆ ดังขึ้นจากฝูงชน ป้าหวัง ภรรยาของหัวหน้ากองเฉิน เดินเข้ามาจูงเจียงจืออวี่ไปทางทีมสตรี “เสี่ยวเจียง มากับป้านะ เดี๋ยวป้าจัดงานให้ก่อน”
“ป้าหวังคะ” เจียงจืออวี่ถามเสียงเบา “มีงานที่ได้แต้มแรงงานน้อยหน่อย แต่มีอิสระกว่านี้ไหมคะ?” เธอต้องหาเหตุผลที่จะเข้าไปบนเขาได้อย่างอิสระ
ป้าหวังชะงักไป ก่อนจะยิ้มอย่างเข้าใจ “อยากได้งานสงบ ๆ สินะ? ถ้าอย่างนั้น...ไปตัดหญ้าเลี้ยงหมูดีไหม? งานนี้สบายหน่อย แค่ได้แต้มแรงงานน้อย วันละสองแต้ม อีกไม่กี่วันก็ทำไม่ได้แล้วล่ะ ใกล้เข้าหน้าหนาวเต็มที” เธอลดเสียงลง “เดี๋ยวป้าให้จินเป่าลูกชายคนโตพาไป เด็กคนนั้นคุ้นทางดี”
“ขอบคุณค่ะป้าหวัง” เจียงจืออวี่ถอนหายใจโล่งอก
