วันใหม่เริ่มต้นขึ้น
ฉันนั่งอยู่ที่เคาน์เตอร์ต้อนรับเหมือนทุกวัน รวบผมหางม้าสูงไว้ลวก ๆ จนเอียงนิดหน่อย เคี้ยวหมากฝรั่งไปพลาง นิ้วก็เคาะแป้นพิมพ์เป็นพัก ๆ
ฉินหลางไม่ได้มาบริษัท สงสัยว่ายังจัดการเรื่องเพื่อนคนนั้นไม่เสร็จ
ฉันอยากรู้จริง ๆ ว่าเรื่องราวน้ำเน่าแบบไหนกันนะ
โทรศัพท์หน้าเคาน์เตอร์เงียบจนน่ากลัว วันนี้ก็แทบไม่มีแขกมาเยี่ยม
ฉันเบื่อสุด ๆ จนเปิดเว็บไซต์หางานขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว
ว่างอยู่แล้วนี่นา ลองดูหน่อยว่าตอนนี้มีงานแบบไหนบ้าง
ฉันพิมพ์คำว่า “งานธุรการต้อนรับ ถนนฮูเจียง” ลงไป หน้าจอก็แสดงช่วงเงินเดือนขึ้นมาเพียบ
อืม ส่วนใหญ่ห้าถึงหกพัน คนที่วุฒิการศึกษาสูงหน่อยก็ได้ถึงแปดพัน
ฉันลูบคางพลางคิดว่า ตอนนี้ฉันได้เงินเดือนหนึ่งหมื่นห้าพัน แถมยังมีประกันสังคมกับกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ดูเหมือนจะไม่ได้แย่เท่าไรนะ?
ขณะที่กำลังเลื่อนดูอยู่ ลิฟต์ก็ดัง “ติ๊ง”
ฉันนั่งตัวตรงตามสัญชาตญาณ สลับหน้าจอแล้วฉีกยิ้มแบบมืออาชีพ
เฉิ่นม่อไป๋
วันนี้เขายังคงสวมสูทสั่งตัดสุดหรู ไม่ได้ผูกเนกไท ปลดกระดุมคอเสื้อไว้ แผ่รังสีราวกับสูงสองเมตรแปดสิบ
ด้านหลังมีผู้ช่วยสองคนในชุดสูทเนี้ยบกริบเดินตามมา มือถือแท็บเล็ต ปากก็พึมพำทบทวนอะไรสักอย่าง
“สวัสดีตอนเช้าค่ะคุณเฉิ่น” ฉันทักทายอย่างเรียบร้อย
เขาชะงักฝีเท้าเล็กน้อยแล้วหันข้างมา
ดวงตาดำสนิทคู่นั้นหยุดอยู่บนใบหน้าฉันหนึ่งวินาที จากนั้นก็...เหลือบไปที่หน้าจอคอมพิวเตอร์
หัวใจฉันกระตุกวูบ
แย่แล้ว
เมื่อกี้ตอนสลับหน้าจอเหมือนจะ...ช้าไปนิดหรือเปล่า?
คิ้วของเฉิ่นม่อไป๋ขมวดเข้าหากันอย่างเห็นได้ชัด ระหว่างคิ้วปรากฏรอยย่นเป็นรูปสามขีดตั้งที่คุ้นเคย
เขาอ้าปากเหมือนจะพูดอะไร สุดท้ายกลับเพียงขานรับเสียงเย็นชา “อืม” แล้วพาคนเดินตรงไปยังสุดทางเดิน
ฉันก้มมองหน้าจอ แย่ที่สุดคือมันยังค้างอยู่บนหน้าเว็บสีฟ้าของเว็บไซต์หางานแห่งหนึ่ง
“...ให้ตายสิ”
