เมื่อคอนเสิร์ตเริ่มขึ้นอย่างเป็นทางการ ฉันเดินตามเจ้าหน้าที่นำทางผ่านทางเดินเข้าสู่โซนหน้าเวที แล้วไปยืนตรงตำแหน่งด้านหน้าสุดของเวที
ตรงนี้อยู่ใกล้เวทีมาก ห่างออกไปแค่สิบกว่าเมตรเท่านั้น
เบื้องหน้ามีรั้วโลหะสูงระดับเอวเรียงอยู่แถวหนึ่ง ด้านหลังรั้วคือกลุ่มแฟนเพลงแน่นขนัด แท่งไฟเรืองแสงรวมตัวกันเป็นทะเลสีฟ้าอ่อน ส่องวูบวาบอยู่ในความมืด
ฉันยืนอยู่ระหว่างรั้วกับเวที ตรงกับกลางเวทีพอดี
แสงไฟเริ่มกะพริบ ควันน้ำแข็งแห้งพวยพุ่งออกมาจากขอบเวที หมุนวนไปมาในลำแสงหลากสี
กลิ่นดอกไม้ไฟจากเอฟเฟกต์บนเวทีผสมปนกับกลิ่นน้ำหอมจากตัวแฟนเพลงอบอวลไปทั่วอากาศ
จอแอลอีดีขนาดยักษ์ด้านหลังเวทีสว่างขึ้น บนพื้นหลังสีน้ำเงินเข้มปรากฏตัวอักษรสีขาวลายวิจิตรหนึ่งบรรทัด
ไฟหรี่ลง ก่อนจะสว่างวาบขึ้นมาอีกครั้ง ท่อนนำดนตรีเครื่องสายอันเร้าใจระเบิดก้องออกมาจากลำโพง
แท่นยกกลางเวทีค่อย ๆ เลื่อนสูงขึ้น
หลินชิงหว่านสวมเดรสรัดรูปสีขาวยาวคลุมเข่า บริเวณไหล่กับแขนประดับระบายสีขาวซ้อนกันสองชั้น เมื่อแสงสปอตไลต์ส่องกระทบก็เปล่งประกายอย่างนุ่มนวล
เธอเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย ผมยาวสยายคลอไหล่ แต่งหน้าอย่างประณีต มุมปากประดับรอยยิ้มบาง ๆ
แฟนเพลงส่งเสียงเชียร์กึกก้อง ชูแท่งไฟขึ้นเหนือศีรษะ โบกไปมาตามจังหวะเพลง
ฉันยืนนิ่ง สีหน้าไร้อารมณ์
ยืนมาตั้งแต่บ่ายจนถึงตอนนี้ ขาเริ่มเมื่อยล้า แก้มก็ชาไปหมดเพราะยิ้มมามากเกินไป
แผ่นแปะลดไข้เปลี่ยนเป็นแผ่นใหม่แล้ว
ฉันมองตรงไปข้างหน้า ยืนแข็งทื่อราวกับเสาไม้ที่ปักลงดิน
หลินชิงหว่านเริ่มร้องเพลง
เสียงใสกังวาน มีลูกคอเล็กน้อย เป็นสไตล์การร้องเพลงบัลลาดแบบมาตรฐาน
ทำนองช้ามาก เนื้อเพลงน่าจะประมาณว่า “เงาของเธอเลือนหายไปในสายฝน” อะไรทำนองนั้น ฟังแล้วชวนง่วงสุด ๆ
ฉันยืนมองตรงไปข้างหน้าไม่เปลี่ยนท่า
ตอนนั้นเอง หางตาฉันเหลือบเห็นใครบางคนขยับอยู่ข้าง ๆ จึงหันไปมองแวบหนึ่ง ชายหนุ่มคนหนึ่งสวมเสื้อกั๊กเจ้าหน้าที่โซนหน้าเวที กำลังยกมือถือขึ้นมาถ่ายฉัน
