วันเสาร์
เจ็ดโมงเช้า
ร้อนจนตื่น
พัดลมไฟฟ้าในห้องเช่าที่เก่ากว่าฉันเสียอีก ส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าดเหมือนใกล้หมดแรงอยู่ตรงมุมห้อง
ฉันนอนอยู่บนเตียง รู้สึกเหมือนตัวเองเป็นซาลาเปาในลังถึง แค่ขยับนิดเดียวเหงื่อก็ไหลย้อยไปตามผิว ผมเหนียวติดคอเหมือนผ้าพันคอเปียก ๆ
ฉันจ้องคราบน้ำคุ้นตาบนเพดานแล้วถอนหายใจ
“ถ้าอยู่ต่ออีกหน่อย... ได้ตายแน่”
ฉันพลิกตัวลุกขึ้นนั่ง ผู้หญิงในกระจกผมยุ่งเหมือนรังนก หน้าม้าทรงเจ้าหญิงเปียกชื้นแนบแก้ม
ฉันรวบผมหางม้าแบบลวก ๆ สวมเสื้อไหมพรมสีครีมกับกระโปรงทรงเอสีดำ แล้วใส่รองเท้าส้นแบนคู่ช่วยชีวิต ก่อนจะพุ่งออกจากห้องราวกับหนีตาย
—อย่างน้อยเครื่องปรับอากาศในห้างก็ใช้ฟรี
……
แอร์ในห้างเย็นฉ่ำเหมือนไม่ต้องจ่ายเงิน
ฉันยืนอยู่ตรงทางเข้าชั้นบีหนึ่ง พอลมเย็นพัดปะทะหน้า รูขุมขนทั่วร่างก็เหมือนส่งเสียงร้องแล้วคลายตัวออกอย่างพร้อมเพรียง
ฟิน
ฟินสุด ๆ
นี่สิถึงจะเป็นอารยธรรมที่มนุษย์ควรมี
ฉันสูดหายใจลึก ๆ รู้สึกเหมือนไฟที่สุมอยู่ในปอดดับลงไปครึ่งหนึ่งในที่สุด
ฉันเดินเตร่ไปทั่วห้างอย่างไร้จุดหมาย
จากร้านแบรนด์เนมชั้นหนึ่ง ไปโซนของแต่งบ้านชั้นสี่ แล้วต่อไปถึงโรงหนังชั้นบนสุด
ไม่ซื้ออะไรทั้งนั้น
ราคาสินค้าที่นี่ก็ยังเป็นของอีกมิติสำหรับฉันอยู่ดี
ถึงตอนนี้จะได้เงินเดือนเดือนละ 15,000 หยวน แต่ก็ยังซื้อไม่ไหว
ใช้เงินเหรอ ไม่มีทาง
ดูอย่างเดียวก็พอ อาศัยแอร์ฟรีก็พอแล้ว
หิวแล้วสิ
ฉันเดินไปยังร้านขนมหวานชั้นใต้ดิน ต่อแถวซื้อขนมปั้นจี๋มะม่วงหนึ่งชิ้น
“เอาปั้นจี๋ชิ้นเดียวค่ะ ขอบคุณค่ะ”
