ไฟในห้องฉุกเฉินสว่างจ้าจนแสบตา
ฉันนั่งอยู่บนเตียงสังเกตอาการ สำลีในรูจมูกถูกเปลี่ยนไปแล้วรอบหนึ่ง ก้อนใหม่เล็กลงนิดหน่อย ความรู้สึกเหมือนมีอะไรอุดอยู่จึงไม่ชัดเท่าเดิม
พยาบาลใช้สำลีชุบน้ำเช็ดคราบเลือดบนหน้าให้แล้ว แต่ตรงแก้มด้านข้างยังมีรอยสีแดงคล้ำหลงเหลืออยู่ พอมองใต้แสงไฟก็เห็นได้ชัด
คุณหมอเฉินเดินเข้ามาพร้อมไฟฉายอันเล็ก เขาโน้มตัวเข้ามาใกล้ฉันแล้วถามว่า “ดีขึ้นหรือยัง?”
“เหมือนจะไม่ไหลแล้ว” ฉันตอบเสียงอู้อี้ ในลำคอยังมีรสฝาดจากเลือดที่ไหลย้อนลงไป “ดีกว่าตอนแรกเยอะเลย”
“ขอดูหน่อย” เขาส่องไฟฉายเข้าไปในรูจมูก แล้วให้ฉันเงยหน้าขึ้นนิดหนึ่ง หลังตรวจดูอยู่ไม่กี่วินาทีก็ยืดตัวขึ้นพร้อมพยักหน้า “จุดที่เลือดออกหยุดแล้ว เอาสำลีออกได้”
เขาค่อย ๆ คีบสำลีออก ฉันรู้สึกเหมือนมีอะไรดึงเบา ๆ อยู่ครู่หนึ่ง ก่อนความรู้สึกอุดตันในจมูกจะหายไป
ฉันลองสูดหายใจ อากาศไหลผ่านได้สะดวก ไม่มีรสคาวเลือดพุ่งขึ้นมาอีก
“น่าจะเรียบร้อยแล้ว” คุณหมอเฉินโยนสำลีที่ใช้แล้วลงถังขยะติดเชื้อ ก่อนถอดถุงมือแบบใช้แล้วทิ้ง “ถ้าพรุ่งนี้ว่างก็กลับมาตรวจซ้ำหน่อย แค่ยืนยันว่าไม่มีเลือดออกซ้ำก็พอ ช่วงสองสามวันนี้ระวังหน่อย อย่าออกกำลังกายหนัก แล้วก็อย่าสั่งน้ำมูกแรง ๆ”
“เข้าใจแล้วค่ะ ขอบคุณคุณหมอ” ฉันลุกจากเตียงสังเกตอาการ แล้วพาดเสื้อคลุมที่พับไว้บนแขน
ตอนนั้นเองก็มีเสียงฝีเท้าเร่งรีบดังมาจากทางเดิน
ประตูถูกผลักเปิด หวงหรูอวิ๋นโผล่เข้ามาครึ่งตัว สีหน้าดูร้อนใจมาก
พอเห็นฉันนั่งอยู่ริมเตียง เธอก็ถอนหายใจอย่างโล่งอก ก่อนรีบเดินเข้ามามองฉันตั้งแต่หัวจรดเท้าอยู่หลายรอบ “เสี่ยวหลาน เป็นยังไงบ้าง?”
