รถตำรวจหน่วยปฏิบัติการพิเศษเปิดไฟวับวาบ แล่นฝ่าการจราจรยามบ่ายไปตลอดทาง
ฉันเอนศีรษะพิงเบาะแหงนหน้า มือข้างหนึ่งกดกระดาษทิชชูไว้ใต้จมูก เลือดซึมจนเปื้อนขอบกระดาษไปแล้วสองแผ่น
ความอุ่นชื้นในโพรงจมูกยังคงไหลออกมาเป็นระยะ ตามจังหวะหัวใจที่เต้นตุบ ๆ
หานรุ่ยนั่งอยู่เบาะข้างคนขับ ทุกสิบกว่าวินาทีเขาจะหันกลับมามองฉันทีหนึ่ง คิ้วขมวดแน่นขึ้นเรื่อย ๆ
พอรถจอดหน้าตึกฉุกเฉินของโรงพยาบาลในเครือมหาวิทยาลัยเจียวทง หานรุ่ยก็รีบลงจากรถ อ้อมมาด้านหลังเปิดประตู แล้วเอื้อมมือมาช่วยพยุงฉันลงมา
“ค่อย ๆ นะ อย่าก้มหน้า” เขาประคองแขนฉันไว้ อีกมือแตะหลังเบา ๆ คอยพยุงกึ่งนำทางฉันเข้าไปในโถงฉุกเฉิน
ฉันแหงนหน้า คางแทบขนานกับพื้น สายตามองเห็นเพียงเพดานกับผนังสีขาวสองข้างทางเดินที่เคลื่อนถอยหลังอย่างรวดเร็ว
เลือดกำเดาไหลย้อนจากโพรงจมูกลงคอ รสคาวเค็มปนความเย็นทำให้ฉันเผลอกลืนน้ำลาย
“ตำรวจ! ขอทางหน่อย!” เสียงของหานรุ่ยดังนำอยู่ข้างหน้า คนในทางเดินบางคนเบี่ยงตัวหลบ บางคนชะโงกมองอย่างสงสัย แต่เขาไม่หยุดฝีเท้า
พยาบาลฉุกเฉินเห็นตำรวจในชุดหน่วยปฏิบัติการพิเศษประคองตำรวจอีกคนที่เปื้อนเลือดเต็มหน้าเข้ามา ก็รีบตอบสนองทันที เปิดประตูทางเข้าไฟเขียว แล้วพาพวกเราเข้าไปในห้องทำแผล
ภายในห้องจัดไว้อย่างเรียบร้อย มีเตียงแคบ ๆ หนึ่งเตียง โคมไฟไร้เงาหนึ่งดวง และเครื่องมือแพทย์ที่วางเรียงกันอยู่ข้าง ๆ
“นั่งลง แหงนหน้าไว้” หมอหนุ่มสวมแว่นเดินเข้ามาอย่างรวดเร็ว เขาสวมเสื้อกาวน์และหยิบถุงมือขึ้นมาสวมอย่างคล่องแคล่ว
เขาก้มมองฉันแวบหนึ่ง ก่อนจะโน้มเข้ามาตรวจในโพรงจมูก จากนั้นหยิบไฟคาดศีรษะขนาดเล็กมาสวม พอลำแสงส่องเข้ามา ฉันก็เผลอหลับตา
“เส้นเลือดฝอยในโพรงจมูกแตก เลือดออกไม่น้อย ต้องห้ามเลือดก่อน ไม่อย่างนั้นก็ไหลไม่หยุด” เขาพูดพลางใช้คีมหยิบสำลีก้อนเล็กจากถาดข้าง ๆ ชุบยาเล็กน้อย “หมอจะกดห้ามเลือดให้นะ อาจจะรู้สึกไม่สบายตัวนิดหน่อย ทนหน่อย”
ตอนยัดสำลีก้อนเข้าไป ฉันเผลอหดตัวถอยหลังโดยไม่รู้ตัว “เจ็บ...”
