ผ่านไปราวครึ่งชั่วโมง เสียงกริ่งหน้าประตูก็ดังขึ้น
ฉันลุกขึ้นเดินไปที่ประตูแล้วเปิดออก
จางจิ้งหวนยืนอยู่ด้านนอก มือหิ้วทั้งนมและผลไม้มา
ข้างกายเขามีผู้หญิงคนหนึ่งยืนอยู่ ผมยาวประบ่า สวมแว่นกรอบเงิน ใส่เสื้อไหมพรมแขนยาวสีขาวสะอาดตากับกางเกงยีนส์ หน้าตาสะสวย พอยิ้มแล้วดวงตาก็โค้งเป็นพระจันทร์เสี้ยว
“ลานลาน นี่แฟนฉัน เสวี่ยอิ๋ง” จางจิ้งหวนขยับหลบให้เล็กน้อย
“สวัสดีค่ะพี่อิ๋ง” ฉันรีบหลีกทางตรงประตู “เข้ามาเลยค่ะ เข้ามาเลย”
เสวี่ยอิ๋งเดินเข้ามา สายตากวาดมองห้องนั่งเล่นรอบหนึ่ง ก่อนจะมาหยุดอยู่บนใบหน้าฉัน
“ใครกันนะใจร้ายขนาดนี้” เธอขยับเข้ามาใกล้อีกสองก้าว โน้มตัวมองใบหน้าด้านข้างของฉัน “หน้าสวยขนาดนี้ยังทำให้ช้ำได้ลงคอ?”
“ไม่เป็นไรค่ะพี่อิ๋ง แค่ไปกระแทกมานิดหน่อย อีกสองวันก็หายแล้ว” ฉันลูบโหนกแก้มที่ยังบวมอยู่เล็กน้อย
เสวี่ยอิ๋งหันไปค้อนจางจิ้งหวน “เพราะนายคนเดียวเลย! ที่หน่วยงานให้พาน้องหลีหลานไปด้วย แต่นายดันพาเขากลับมาในสภาพนี้”
จางจิ้งหวนอ้าปากเหมือนอยากแก้ตัว แต่พอเห็นสีหน้าของเสวี่ยอิ๋งที่เหมือนจะบอกว่า “ไม่ต้องมาแก้ตัว” สุดท้ายเขาก็แค่เกาหัว ยืนอยู่ข้าง ๆ ด้วยสีหน้ารู้สึกผิด ไม่พูดอะไรสักคำ
“ไม่ใช่ความผิดของพี่จางจริง ๆ ค่ะ” ฉันรีบช่วยจางจิ้งหวนแก้ต่าง “ไม่เกี่ยวกับเขาเลย”
“จะไม่เกี่ยวได้ยังไง?” น้ำเสียงของเสวี่ยอิ๋งแฝงความหมายว่า “อย่ามาช่วยพูดแทนเขา” “เขาเป็นคู่หูของเธอ พอเธอเกิดเรื่องเขาก็ต้องรับผิดชอบสิ อีกอย่าง...”
เธอหันกลับมามองฉัน สายตาหยุดอยู่บนใบหน้าฉันสองวินาที ก่อนน้ำเสียงจะพลันสดใสขึ้น “แต่พูดจริง ๆ นะ ต่อให้หน้าบวมก็ยังสวยอยู่ดี”
