ไม่นานบนโต๊ะก็มีอาหารสี่อย่างกับน้ำแกงหนึ่งถ้วยวางเรียงอยู่ เป็นผักสามอย่างกับเนื้อหนึ่งอย่าง ส่วนน้ำแกงก็เป็นน้ำแกงไก่
แม้อาหารเหล่านี้จะธรรมดาสามัญ ทั้งยังมีเนื้อเพียงน่องไก่หนึ่งชิ้น แต่เมื่อเทียบกับโจ๊กขาวและหมั่นโถวที่กินเป็นประจำแล้ว นับว่าดีมากทีเดียว
เฟิ่งซีไม่พูดพร่ำทำเพลง ลงมือกินทันที นางกินอย่างรวดเร็ว ทว่ากิริยากลับไม่หยาบกระด้าง ดูสง่างามราวกับเป็นสิ่งที่ติดตัวมาแต่กำเนิด
แม่นมเหยารู้สึกฉงน หากเป็นเมื่อก่อน หากมีอาหารเช่นนี้ เฟิ่งซีคงกินอย่างตะกละตะกลาม นางกำพร้ามารดาตั้งแต่เกิด อีกทั้งไม่ได้รับความโปรดปรานจากฮ่องเต้ จึงถูกทิ้งไว้ในตำหนักฉานหยางที่ห่างไกลที่สุด ไม่มีผู้ใดสั่งสอนกฎระเบียบ นั่นยิ่งทำให้ฮ่องเต้ไม่โปรดนางมากขึ้น
หากไม่ใช่เพราะบางครั้งต้องให้องค์หญิงอย่างนางไปร่วมงานเลี้ยงในวัง เกรงว่าแม้เฟิ่งซีจะตายในตำหนักฉานหยาง ฮ่องเต้ก็คงไม่ใส่พระทัย
บัดนี้ท่วงท่าของนางกลับสง่างาม จึงทำให้แม่นมเหยาประหลาดใจ ทว่าองค์หญิงน้อยในวันนี้ดูน่าเกรงขามจนไม่กล้าล่วงเกิน และไม่กล้าซักถามมากความ
เฟิ่งซีกินเสร็จก็เงยหน้ามองแม่นมเหยา “เอาออกมา...”
“อะไรหรือเพคะ?”
“แน่นอนว่าเป็นเบี้ยเลี้ยงรายเดือนของข้า”
แม่นมเหยาคิดว่าเฟิ่งซีคงลืมเรื่องนี้ไปแล้วเมื่อกินอิ่ม นางไม่รู้เลยว่าเฟิ่งซีตั้งใจรอให้กินอิ่มเสียก่อน จะได้มีแรงคิดบัญชีกับนาง
“องค์หญิงยังทรงพระเยาว์ เบี้ยเลี้ยงรายเดือนบ่าวจะเก็บไว้ให้ ส่วนค่าอาหารการกินก็ต้องใช้เงิน วันนี้อาหารพวกนี้บ่าวก็จ่ายเงินให้คนไปจัดเตรียมมาเพคะ”
เฟิ่งซีแค่นเสียงเบา ๆ คิดว่านางยังเป็นเด็กน้อยที่ไม่รู้อะไรเลยจริงหรือ “หากข้าจำไม่ผิด เรื่องเครื่องนุ่งห่ม อาหาร ที่อยู่อาศัย และการเดินทางของข้า ล้วนมีกรมวังรับผิดชอบโดยเฉพาะ ไม่จำเป็นต้องใช้เงินส่วนตัว
หลายปีมานี้เจ้าฉ้อเงินของข้าไปเท่าไร ข้าจะไม่เอาเรื่องก็ได้ แต่จงนำเงิน 100 ตำลึงออกมา ทั้งเปลี่ยนข้าวของในห้องของข้าที่ควรเปลี่ยนเสียด้วย อาหารแต่ละวันข้าต้องการกับข้าวเนื้อสองอย่าง หากขาดไปอย่างหนึ่ง ข้าจะไปทูลฮองเฮา”
แม่นมเหยาตกใจจนเจ็บปวดราวกับเลือดในอกจะหยดออกมา “องค์หญิงเพคะ! นี่...บ่าวจะไปเตรียมของพวกนั้นจากที่ใด ทั้งเงิน 100 ตำลึง บ่าวไม่มีจริง ๆ หลายปีมานี้...”
“หุบปาก... หากเจ้ายังพูดว่าหลายปีมานี้ข้ากินของเจ้า ใช้ของเจ้า ข้าจะไปถามให้รู้กัน ต่อให้ข้าไม่ได้รับความโปรดปราน ก็ไม่ควรต้องอยู่ห้องข้างในตำหนักฉานหยาง ขณะที่เจ้าอยู่ตำหนักหลัก ถ้วยชาของข้าบิ่น แต่ของที่เจ้าใช้กลับเป็นเครื่องเคลือบเขียวชั้นดี แล้วยัง...”
“ปึง ปึง ปึง... องค์หญิงโปรดทรงอภัย บ่าวจะไปเตรียมเดี๋ยวนี้ จะไปเดี๋ยวนี้เพคะ...” แม่นมเหยาโขกศีรษะไม่หยุดจนหน้าผากแตก
แม้เรื่องเหล่านี้จะเป็นความประสงค์ของพระสนมกุ้ยเฟยหรง แต่นางรู้ดีว่าต่อให้พูดออกไปก็ไม่มีผู้ใดเชื่อ อีกทั้งหากนางรังแกองค์หญิง ก็ต้องถูกประหารเป็นแน่
เฟิ่งซีจึงอาศัยจุดนี้ข่มแม่นมเหยา และมั่นใจว่านางจะต้องนำเงิน 100 ตำลึงออกมา
ที่นี่เป็นเพียงที่พักชั่วคราวสำหรับนางไม่กี่เดือน ตอนนี้นางเพียงต้องทำให้แน่ใจว่าจะมีอาหารและเครื่องนุ่งห่มเพียงพอ
ส่วนเงิน 100 ตำลึงนั้น แท้จริงแล้วเตรียมไว้สำหรับการออกจากวัง นางมีสถานที่แห่งหนึ่งที่จำเป็นต้องไป ก่อนเข้าสำนักหลิวอวิ๋น
เฟิ่งซีมองแสงอาทิตย์ยามเย็นนอกหน้าต่าง พลางพึมพำว่า “โจวฟาง ครานี้ข้าจะต้องนำความประหลาดใจไปให้เจ้าได้แน่”
ตลอดสองเดือนต่อมา เฟิ่งซีไม่ออกจากตำหนัก แม้ที่พักของนางในตอนนี้จะไม่หรูหรา แต่ก็มีทุกสิ่งครบครัน อาหารแต่ละวันก็เป็นไปตามที่นางต้องการ
ยิ่งไปกว่านั้น ตอนนี้นางมีพลังอยู่ในขั้นฝึกลมปราณแล้ว สภาพร่างกายและจิตใจเปลี่ยนไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง เห็นได้ชัดว่าเนื้อหนังเริ่มมีมากขึ้น ส่วนแม่นมเหยากลับดูผอมลงไม่น้อย
ช่วงนี้เฟิ่งโยวถูกกักบริเวณ จึงไม่มีโอกาสมาหาเรื่องนาง ทำให้นางมีเวลาพักฟื้นอย่างเต็มที่
เฟิ่งซียกมือขึ้นสัมผัสพลังวิญญาณที่ไหลเวียนอยู่ระหว่างปลายนิ้ว ความแข็งแกร่งของเคล็ดโกลาหลเหนือความคาดหมายของนางไปมาก
ตอนนี้นางอยู่ในขั้นต้นของขั้นฝึกลมปราณ รู้สึกว่าพลังของตนน่าจะทัดเทียมผู้บำเพ็ญตนขั้นกลางของขั้นฝึกลมปราณ นางไม่รู้ว่านี่เป็นเพราะประสบการณ์จากชาติก่อน หรือเป็นความล้ำเลิศเฉพาะตัวของเคล็ดวิชานี้
อย่างไรก็ตาม นางคิดว่าหากอยู่ในสำนักหลิวอวิ๋นที่มีพลังวิญญาณอุดมสมบูรณ์เช่นนี้ นางน่าจะบรรลุขั้นกลางของขั้นฝึกลมปราณได้ภายในสามเดือน
ครั้งก่อนนางใช้เวลาถึงสองปีจึงบรรลุขั้นกลางของขั้นฝึกลมปราณ และได้รับการยกย่องจากสำนักหลิวอวิ๋นว่าเป็นอัจฉริยะที่หาได้ยากในรอบร้อยปี
แต่ตอนนี้ไม่มีเวลาให้เสียมากนัก นางต้องเตรียมการสำหรับแผนการขั้นต่อไป
เฟิ่งซีก้าวออกจากประตูตำหนักฉานหยางเป็นครั้งแรกในรอบสองเดือน
วันนี้นางตั้งใจสวมกระโปรงชุดเก่าที่ค่อนข้างขาดวิ่น สองเดือนมานี้กินดีเกินไป ร่างกายเติบโตเร็ว ใบหน้าก็เริ่มมีเนื้อขึ้น ชุดนี้จึงดูคับไปบ้าง
แต่ยิ่งนางดูน่าสงสารมากเท่าไร ก็ยิ่งมีคนดีใจมากเท่านั้น
นางเดินออกจากตำหนักฉานหยางได้ไม่นาน ก็เห็นเหล่าขันทีและนางกำนัลกลุ่มหนึ่งรายล้อมเด็กหญิงที่แต่งกายงดงาม ผิวพรรณผุดผ่องราวกับหยกแกะสลัก
เด็กหญิงผู้นั้นคือองค์หญิงสี่ เฟิ่งโยว
เฟิ่งโยวถือแส้สั้นไว้ในมือ ขณะเดินเข้าหาเฟิ่งซี นางก็ฟาดแส้ลงกับพื้นจนเกิดเสียงเพียะ ๆ
“โอ้... ในที่สุดองค์หญิงอาทิตย์อัสดงของพวกเราก็ยอมออกมาเสียที ข้านึกว่าเจ้าจะหลบอยู่ตลอดชีวิตเสียอีก!”
องค์หญิงอาทิตย์อัสดงมิใช่พระนามเรียกขานของเฟิ่งซี เพราะนางไม่เคยได้รับพระนามเรียกขานใด ๆ
คำว่า ‘ซี’ ในชื่อเฟิ่งซี เป็นเพียงเพราะตอนนางเกิดนั้นเป็นยามอาทิตย์อัสดง ขันทีและนางกำนัลไปแจ้งข่าวดีแก่เสด็จพ่อของนาง พระองค์ทอดพระเนตรแสงอาทิตย์ยามเย็นบนขอบฟ้า แล้วจึงเลือกอักษรหนึ่งตัวมาตั้งชื่อ
ส่วนคำว่า ‘โยว’ ในชื่อเฟิ่งโยว มาจากความปรารถนาของฮ่องเต้ที่อยากให้นางไร้ทุกข์ตลอดชีวิต จึงตั้งใจเลือกอักษรนี้เป็นพิเศษ
ด้วยเหตุนี้ ตั้งแต่เล็กจนโต ทั้งสองจึงไม่รู้ว่าทะเลาะกันเรื่องชื่อนี้ไปกี่ครั้งแล้ว
ทุกครั้งที่พบกัน เฟิ่งโยวมักจงใจเยาะเย้ยนางว่าเป็นองค์หญิงอาทิตย์อัสดง
เฟิ่งซีไม่สนใจคำเยาะเย้ยของเฟิ่งโยว ยังคงเดินต่อไป
เฟิ่งโยวก้าวมาขวางทาง “อะไร กลัวจนไม่กล้าพูดกับข้าหรือ? เฟิ่งซี หากเจ้าคุกเข่าขอขมา วันนี้ข้าจะปล่อยเจ้าไป ไม่เช่นนั้นเจ้าก็อย่าหวังว่าจะไปไหนได้!”
เฟิ่งซีเชิดหน้าขึ้น แค่นเสียงเย็นชา “ถุย... คนขี้ขลาดที่รู้จักแต่ฟ้องคนอื่น ยังกล้ามาว่าข้าขี้ขลาดอีกหรือ? หากไม่ใช่ทุกครั้งที่มีพระสนมกุ้ยเฟยคอยคุ้มครอง ข้าคงอัดเจ้าจนแม้แต่พระมารดาก็จำไม่ได้แล้ว!”
เฟิ่งโยวเบิกตากลมโต “เจ้าว่าใครขี้ขลาด? ไม่รู้หรือว่าครั้งก่อนใครกันที่ถูกใครตีจนสลบไป?”
“เจ้ามันหน้าหนาเสียจริง เวลาตีกันยังให้พวกนางกำนัลช่วยอีก สูงแต่ตัว ไม่มีกำลังเลยหรือ? ข้าอายุน้อยกว่าเจ้าตั้งปีกว่า เจ้ากลับยังสู้ข้าไม่ได้ ไม่รู้ว่าข้าวที่กินมาตลอดหลายปีหายไปไหนหมด”
“เจ้า... เจ้า... เจ้านั่นแหละสูงแต่ตัว ไม่สิ เจ้าไม่เห็นสูงขึ้นสักนิดด้วยซ้ำ เป็นอย่างไร หมั่นโถวกับผักดองที่กินทุกวันอร่อยไหม? ข้าว่าควรลดอาหารเจ้าอีกหน่อย แต่ละครั้งให้กินแค่โจ๊กขาวถ้วยเดียว ดูสิว่าเจ้าจะยังออกมาวิ่งวุ่นได้อย่างไร”
ปัง!
เฟิ่งโยวถอยหลังติดกันสองก้าว ยกมือกุมจมูก รู้สึกว่ามีของเหลวอุ่น ๆ ไหลออกมา
นางก้มลงมอง เห็นเลือดเปื้อนเต็มมือ เหล่าขันทีและนางกำนัลที่เฟิ่งโยวพามาต่างตกตะลึง การด่าทอยังเพิ่งเริ่ม เหตุใดจึงลงมือกันเสียแล้ว แถมคนที่บาดเจ็บยังเป็นเจ้านายของพวกตนอีก
เหล่าขันทีและนางกำนัลต่างขวัญผวา พากันวิ่งวุ่นดูแลเฟิ่งโยว บ้างไปตามหมอหลวง บ้างไปตามพระสนมกุ้ยเฟย
เฟิ่งโยวยกมืออีกข้างขึ้นชี้เฟิ่งซีด้วยความสั่นเทา “เจ้า... เจ้าถึงกับลอบโจมตี ขาดคุณธรรมสิ้นดี!”
“จะพูดถึงคุณธรรมอะไร ในเมื่ออย่างไรก็ต้องสู้กันอยู่แล้ว ลงมือก่อนได้เปรียบ ลงมือช้าก็ต้องเจ็บตัว แทนที่จะรอให้เจ้าพาคนมารุมข้า สู้ให้ข้าตีเจ้าเสียก่อน อย่างน้อยอารมณ์ก็ดีขึ้นไม่ใช่หรือ?”
“เจ้า... เจ้า... เฟิ่งซี เจ้าจบเห่แน่ ข้าจะให้เสด็จแม่ลงโทษเจ้าให้หนัก!”
“ลงโทษเลย... ลงโทษเลย... อย่างมากก็แค่ให้ข้ากินโจ๊กวันละมื้อ ยังจะลงโทษอะไรได้อีก?”
