ในวังมีกฎเกณฑ์เรื่องเครื่องแต่งกาย นางย่อมไม่แต่งกายเช่นนี้เมื่ออยู่ข้างนอก เสื้อผ้าที่สวมใส่ก็เหมือนกับคนอื่น ๆ
แต่ในตำหนักฉานหยางอันห่างไกลแห่งนี้ นางแต่งกายเช่นนี้มาตลอด ก่อนหน้านี้เฟิ่งซีก็ไม่เคยเอ่ยถึง
“โธ่เอ๋ย... องค์หญิงของบ่าว ตรัสเช่นนี้จะทำให้บ่าวรู้สึกผิดเสียเปล่า บ่าวจะกล้ามีความคิดเช่นนั้นได้อย่างไรเพคะ เงินเดือนของพระองค์ ทางวังไม่เคยมอบให้เลย บ่าวเคยไปถามแล้ว กรมวังบอกว่าผู้บังคับบัญชาไม่อนุญาต เสื้อผ้าข้าวของเครื่องใช้ขององค์หญิงน้อยล้วนเป็นเงินส่วนตัวของบ่าวทั้งนั้น จึงดูขัดสนไปบ้าง เรื่องนี้บ่าวก็จนปัญญาจริง ๆ เพคะ”
เฟิ่งซีเอนกายพิงหัวเตียง ไม่ได้ขยับตัวมากนัก แม้จิตสำนึกของนางจะอดทนต่อความเจ็บปวดของร่างกายได้ แต่ร่างนี้ก็อ่อนแอเกินไป เพียงลุกขึ้นนั่งก็ใช้เรี่ยวแรงทั้งหมดของนางแล้ว
“อย่างนั้นหรือ ไม่เป็นไร วันหลังข้าจะไปทวงจากกรมวังเอง สิ่งใดที่เป็นของข้าเฟิ่งซี ใครเอาไปก็ต้องคายออกมาให้หมด”
แม่นมเหยาสะดุ้ง หากเฟิ่งซีไปถามเอง เรื่องคงแตกแน่ “เอ่อ... องค์หญิง หรือให้บ่าวไปถามแทนดีไหมเพคะ ไม่แน่ว่าคราวนี้องค์หญิงสี่ลงมือกับพระองค์หนักเกินไป เบื้องบนคงไม่กล้าทำเกินไปนัก จึงอาจมอบเงินให้แล้วก็ได้ อย่าทรงร้อนพระทัยเลยเพคะ บ่าวจะไปดูเดี๋ยวนี้” พูดจบ นางก็ไม่รอให้เฟิ่งซีตอบ รีบยกชายกระโปรงแล้วลุกออกไปอย่างรวดเร็ว
เฟิ่งซีไม่ได้ห้าม นางรู้ว่าในเมื่อแม่นมเหยาพูดเช่นนี้ อย่างน้อยอีกฝ่ายก็คงกลับมาพร้อมเงินส่วนหนึ่ง
ไม่ว่าอย่างไร ตอนนี้นางต้องกินอาหาร และต้องกินของดี ๆ ด้วย มิฉะนั้นร่างกายคงฟื้นตัวยาก ร่างกายที่อ่อนแอเช่นนี้ แม้แต่นั่งขัดสมาธิเพื่อฝึกเคล็ดวิชาในสมอง นางยังทำไม่ได้
เมื่อรู้ว่าแม่นมเหยาคงยังไม่กลับมาในเร็ว ๆ นี้ เฟิ่งซีก็หลับตาลง ปล่อยจิตสำนึกดำดิ่งสู่ทะเลจิต
ภายในทะเลจิต มีตะเกียงรูปดอกบัวดวงหนึ่งส่องแสงริบหรี่
เมื่อเข้าไปใกล้ จะเห็นว่าดอกบัวทั้งดอกแทบจะโปร่งใส งดงามพิถีพิถันน่ามอง ทว่าน่าเสียดายที่ไส้ตะเกียงตรงกลางกลับไม่มีแสงสว่างแม้แต่น้อย
จิตสำนึกของเฟิ่งซีอยู่เบื้องหน้าตะเกียงดวงนั้น เหตุใดจึงเป็นเช่นนี้ แต่ก่อนสิ่งนี้อยู่ในทะเลจิตของข้าเสมอ ทว่าห่างไกลเกินเอื้อม แต่ตอนนี้ข้ากลับสัมผัสได้ถึงการมีอยู่ของมันอย่างชัดเจน ราวกับอยู่ใกล้แค่เอื้อม
เฟิ่งซียื่นมือไปแตะตะเกียงตรงหน้า ทว่ายังไม่ทันได้ตั้งตัว ร่างจิตสำนึกทั้งร่างก็ถูกดูดเข้าไป
จิตสำนึกของนางตกลงตรงกลางตะเกียงพอดี เบื้องหน้าพลันปรากฏโลกอีกแห่ง ที่นี่มีทุ่งหญ้า ภูเขาเขียวขจี และเมฆขาว ทว่าทุกสิ่งล้วนหยุดนิ่ง
นางเดินไปยังภูเขาที่อยู่ไกลออกไปไม่ได้ และถอนหญ้าบนพื้นขึ้นมาไม่ได้เช่นกัน ทำได้เพียงเดินไปข้างหน้า เบื้องหน้ามีกระท่อมไม้หลังหนึ่ง ข้างกระท่อมยังมีต้นไม้อยู่ต้นหนึ่ง ทว่านางสัมผัสต้นไม้นั้นไม่ได้ ราวกับไม่ได้อยู่ในห้วงเวลาเดียวกัน
เฟิ่งซีลองวางมือลงบนประตูกระท่อม แล้วค่อย ๆ ผลัก ประตูไม้เปิดออก
ข้างในมีห้องอยู่เพียงห้องเดียว ทว่าทั้งสองฝั่งของห้องตั้งชั้นหนังสือไว้ฝั่งละแถว บนชั้นมีแผ่นหยกบันทึกอักษรวางเรียงรายแน่นขนัด
เฟิ่งซีรู้ว่านี่คือสิ่งที่โลกบำเพ็ญใช้บันทึกเรื่องราว นางไม่ได้ไปอ่านเนื้อหาในแผ่นหยก เพราะตอนนี้นางเป็นเพียงคนธรรมดา ไม่มีพลังวิญญาณพอจะเปิดแผ่นหยก
นางก้าวต่อไปโดยไม่หยุด ตรงกลางห้องมีแสงกลมสามกลุ่มลอยอยู่ สัญชาตญาณของเฟิ่งซีบอกนางว่า สิ่งเหล่านี้ต่างหากที่นางใช้ได้ในตอนนี้
นางเดินเข้าไปใกล้แสงกลุ่มนั้น แล้วยื่นนิ้วแตะกลุ่มแรกทางขวามือ แสงกลุ่มนั้นแปรเป็นลำแสงพุ่งเข้าสู่สมองของเฟิ่งซี
เคล็ดเทพไร้ลักษณ์ — เคล็ดวิชาที่เทพสูงสุดจันทราครามคิดค้นขึ้นเอง สามารถฝึกฝนจนถึงขั้นเทพสูงสุด
หลังจากนั้นเป็นเนื้อหาเคล็ดวิชาจนถึงขั้นผ่านเคราะห์สวรรค์ ทว่าเฟิ่งซีรู้ว่ายังมีเนื้อหาที่ถูกผนึกอยู่หลังจากนั้น
เฟิ่งซีมึนงงเล็กน้อย จึงเผลอหลุดปากออกมา “ฝึกจนถึงขั้นเทพสูงสุด ล้อเล่นหรืออย่างไร แต่ก็ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้ เทพสูงสุดจันทราครามผู้นี้อาจใฝ่ฝันถึงแดนเทพ จึงตั้งสมญานามให้ตนเองเช่นนี้ก็ได้ ยังไม่แน่ชัด ลองดูต่อเถิด”
มือของนางเลื่อนไปแตะแสงกลุ่มทางซ้าย นางคิดว่ากลุ่มตรงกลางน่าจะเป็นของดีที่สุด จึงเก็บไว้ดูทีหลัง
เคล็ดวิชาอีกชุดหนึ่งเข้าสู่สมองของเฟิ่งซี
เคล็ดกลืนฟ้า — เคล็ดวิชาที่แข็งแกร่งที่สุดของผู้บำเพ็ญปีศาจ สามารถฝึกฝนจนถึงขั้นเทพสูงสุด
สถานการณ์หลังจากนั้นก็เหมือนเดิม มีเพียงเนื้อหาที่ฝึกได้จนถึงขั้นผ่านเคราะห์สวรรค์
คราวนี้สีหน้าของเฟิ่งซีดูแปลกไปเล็กน้อย เพราะนางรู้จักเคล็ดกลืนฟ้าจริง ๆ สมัยอยู่ในโลกบำเพ็ญ นางเคยรู้จักผู้บำเพ็ญปีศาจ และในหมู่พวกเขา เคล็ดกลืนฟ้าคือสิ่งที่ปรารถนาแต่ยากจะไขว่คว้า
มีเพียงเชื้อพระวงศ์เผ่าปีศาจเท่านั้นที่สืบทอดเคล็ดกลืนฟ้าผ่านความทรงจำสายเลือดได้ นี่คือเคล็ดวิชาที่ทรงพลังอย่างยิ่ง
อย่างไรก็ตาม เฟิ่งซียังยืนยันไม่ได้ว่าเคล็ดกลืนฟ้านี้เป็นของจริงหรือไม่ แต่ไม่ว่าอย่างไร ผู้บำเพ็ญอย่างนางก็ไม่มีทางไปฝึกเคล็ดวิชาของผู้บำเพ็ญปีศาจ
เฟิ่งซีรวบรวมความคิดแล้วจ้องแสงกลุ่มตรงกลาง พลางพึมพำว่า “เหลือแค่เจ้าแล้ว หากใช้ไม่ได้จริง ๆ ก็ฝึกเคล็ดเทพไร้ลักษณ์นี่ก็แล้วกัน แต่ไม่รู้เพราะเหตุใด ข้าถึงไม่ค่อยอยากฝึกเคล็ดวิชานี้นัก”
เนื้อหาในแสงกลุ่มที่สามปรากฏขึ้น
เคล็ดโกลาหล — ความโกลาหลแปรเปลี่ยนเป็นสรรพสิ่ง และโอบรับสรรพสิ่ง สรรพสิ่งล้วนกำเนิดจากความโกลาหล และหวนคืนสู่ความโกลาหล
จะฝึกฝนไปถึงขั้นใด ล้วนขึ้นอยู่กับวาสนาของเจ้าเอง
ดวงตาของเฟิ่งซีเป็นประกาย นางชอบเคล็ดวิชาที่ความหมายคลุมเครือ แต่ดูทรงพลังเป็นพิเศษเช่นนี้
เคล็ดวิชาที่ผุดขึ้นในสมองทรงพลังยิ่งกว่าเคล็ดเมฆาเหินที่นางเคยฝึกในสำนักหลิวอวิ๋นมากนัก
เฟิ่งซีรู้ว่าเคล็ดวิชานี้ต้องไม่ผิดแน่ ชื่อเคล็ดโกลาหลก็บอกอยู่แล้วว่ามันโอบรับสรรพสิ่งได้ นั่นหมายความว่าแม้ฝึกเคล็ดโกลาหลอยู่ ต่อให้นางฝึกเคล็ดวิชาอื่นไปด้วยก็ไม่มีปัญหา เรื่องนี้เหมาะกับแผนการของนางที่สุด
เมื่อตัดสินใจได้แล้ว นางก็ไม่อยู่ที่นี่ต่อ แผ่นหยกเหล่านั้นค่อยกลับมาอ่านเมื่อมีพลังวิญญาณก็ยังไม่สาย
เมื่อเฟิ่งซีลืมตาขึ้น เบื้องหน้าก็มืดวูบ เกือบพลัดตกจากเตียง
ร่างกายอ่อนแอเกินไป เพียงใช้จิตสำนึกอยู่ครู่เดียว ร่างกายก็แทบรับไม่ไหว เฟิ่งซีรีบหลับตาพักผ่อน ในใจท่องเคล็ดโกลาหลชุดนั้นเงียบ ๆ
ลมหายใจภายในร่างเริ่มโคจรตามเคล็ดวิชาโดยไม่รู้ตัว นี่คือความแตกต่างของอัจฉริยะ หลายครั้งพวกเขาเข้าสู่สภาวะฝึกฝนโดยไม่รู้ตัว ผลลัพธ์จึงดีกว่าคนธรรมดาที่พยายามฝึกฝนอย่างมาก
เมื่อลืมตาขึ้นอีกครั้ง เฟิ่งซีก็รู้สึกปลอดโปร่งสดชื่นไปทั้งร่าง แม้ร่างกายยังอ่อนแอมาก แต่ความเหนื่อยล้ากลับหายไปจนหมด
นางไม่ใช่มือใหม่ในโลกบำเพ็ญแล้ว จึงรู้ว่าตนเผลอชักนำพลังเข้าสู่ร่างกายได้สำเร็จ
แต่เรื่องนี้ก็เป็นปกติ ตอนที่ฝึกเคล็ดเมฆาเหินครั้งแรก นางก็ชักนำพลังเข้าสู่ร่างกายได้สำเร็จตั้งแต่ครั้งแรกเช่นกัน คิดดูแล้ว หากพรสวรรค์ของนางไม่สูงส่งเกินไป โจวฟางก็คงไม่เลือกนางเป็นเป้าหมาย
เฟิ่งซีมองแสงอาทิตย์สีส้มที่สาดอยู่ด้านนอก แล้วพยุงขอบหน้าต่างลุกขึ้นยืน
ตอนนี้สิ่งที่นางรู้สึกมากที่สุดคือหิว บาดแผลบนร่างกายก็ฟื้นตัวแล้ว เรื่องนี้ทำให้นางประหลาดใจอยู่บ้าง ดูท่าจะไม่ใช่ผลจากการชักนำพลังเข้าสู่ร่างกาย แต่เป็นเรื่องดีก็พอแล้ว นางจึงไม่คิดติดใจ
เฟิ่งซีเพิ่งเดินไปถึงหน้าประตู ก็เห็นแม่นมเหยาถือกล่องอาหารรีบเดินเข้ามา
“โธ่เอ๋ย... องค์หญิงน้อยของบ่าว เหตุใดถึงลุกขึ้นมาแล้วเพคะ คงรอนานจนร้อนพระทัยแล้วกระมัง บ่าวไปยืนรอที่ห้องเครื่องหลวงตั้งนาน ก็เพื่อเอาอาหารกลับมาให้องค์หญิงโดยเฉพาะ”
เห็นแก่กล่องอาหารนั้น เฟิ่งซีจึงไม่ถือสานาง แม่นมเหยาวางกล่องอาหารลงบนโต๊ะ แล้วหันกลับไปตรงประตู อุ้มเฟิ่งซีขึ้นมาวางให้นั่งบนเก้าอี้ข้างโต๊ะ
แม้นางจะไม่คุ้นชินกับการถูกคนอุ้ม แต่ตอนนี้ร่างกายนางอ่อนแอ ใครใช้ให้นางเป็นเช่นนี้เล่า
