ลงจอด ขึ้นรถ ออกเดินทางจากออกแลนด์
ครั้งก่อนตอนทำธุรกรรม ฉินเทียนได้ขอข้อมูลติดต่อของทนายท้องถิ่นไว้แล้ว ที่นี่เงินนี่ใช้ได้ผลจริง ๆ ตั้งแต่ไปรับที่สนามบิน ทุกอย่างก็ถูกจัดการไว้อย่างเรียบร้อย
ตึกสูงเรียงรายนอกหน้าต่างค่อย ๆ ลับห่างออกไป เบื้องหน้าปรากฏสีเขียวขึ้นทีละน้อย
ที่นี่คือซีกโลกใต้ ปลายเดือนมิถุนายนยังเป็นช่วงต้นฤดูหนาว ท้องฟ้าสีฟ้าครามราวกับภาพวาดสีน้ำมัน ฉินเทียนสงสัยว่าถ้ายื่นมือออกไปจะคว้าเมฆลงมาได้หรือเปล่า
ขับรถมานานกว่าสี่ชั่วโมงก็แวะจอดพักชั่วคราว แม้คนขับจะบอกว่าไม่เป็นไร แต่ฉินเทียนเห็นเขาหาวไปหลายครั้งแล้ว จะเอาชีวิตตัวเองมาเสี่ยงได้อย่างไร
พอลงจากรถ เขาจึงได้รู้ว่าทิวทัศน์ที่งดงามราวภาพวาดอย่างแท้จริงเป็นเช่นไร สวยกว่าก่อนหน้านี้ไม่รู้กี่เท่า
ที่จริงตอนนี้ก็ถือว่าเข้าสู่เขตทารานากิแล้ว ที่นี่มีแนวชายฝั่งซึ่งได้รับการขนานนามว่าสวยที่สุดในนิวซีแลนด์ งดงามตรึงใจจนแทบหยุดหายใจ
ลมหายใจแรกที่สูดเข้าไปให้ความรู้สึกเย็นยะเยือก ราวกับดื่มโค้กที่ยังมีเกล็ดน้ำแข็งปนอยู่ แต่เมื่ออากาศไหลลงสู่ปอดกลับมีกลิ่นหอมจาง ๆ ของหญ้าสดและดิน
ภูเขาหิมะทารานากิที่อยู่ไกลออกไปสูงตระหง่านสง่างาม หิมะบนยอดเขาขาวสะอาดไร้สิ่งเจือปน
เชิงเขาเป็นที่ราบสีเขียวทอดยาวต่อเนื่องไม่รู้จบ ฟาร์มส่วนใหญ่ตั้งอยู่แถบนี้ มองไกล ๆ เห็นวัวกับแกะเดินเล่นอย่างสบายอารมณ์
“วู้ฮู้! ฉันชอบที่นี่จัง ทั้งกว้างใหญ่ ทั้งเปี่ยมไปด้วยพลังชีวิต!”
เสียงร้องด้วยความยินดีของต้นไม้โลกต้นน้อยดังขึ้นในหัว
ฉินเทียนยิ้ม เขาเองก็รู้สึกเช่นเดียวกัน
พักผ่อนครู่หนึ่งแล้วก็ออกเดินทางต่อ
ราวหนึ่งชั่วโมงกว่า ๆ ก็ถึงจุดหมาย
นี่เป็นครั้งแรกที่เขาได้เห็นฟาร์มของตัวเองในโลกแห่งความเป็นจริง
รั้วไม้ทอดยาวจากประตูทางเข้าไปจนสุดถนน มีตู้จดหมายตั้งอยู่ตรงทางเข้า ดูท่าคงต้องพ่นสีใหม่สักหน่อย ส่วนประตูเป็นเหล็ก เคาะดูแล้วค่อนข้างบาง
ขณะที่ฉินเทียนกำลังคิดว่าจะเปลี่ยนประตูเป็นแบบไหนดี สายตาก็เหลือบขึ้นไปเห็นชื่อฟาร์ม “ฟาร์มวันที่แจ่มใส” มุมปากของเขาพลันยกขึ้นอย่างห้ามไม่อยู่
ถูกต้อง หลังเซ็นสัญญาซื้อขายเรียบร้อย เขาก็รีบมอบหมายให้ทนายของอีกฝ่ายช่วยเปลี่ยนชื่อฟาร์มและจดทะเบียนใหม่ทันที
ส่วนชื่อฟาร์มน่ะหรือ เขาชื่อฉินเทียน ฟาร์มชื่อวันที่แจ่มใส เข้ากันสุด ๆ ไปเลยใช่ไหมล่ะ!
เขาหยิบกุญแจออกมาไขประตู แล้วมองเห็นอาคารหลายหลังอยู่ห่างออกไปราวร้อยเมตร
อาคารสีขาวสามชั้นหลังนั้นสะดุดตาที่สุด
บ้านหลังหลัก ที่ที่เขาจะใช้ชีวิตต่อจากนี้
ผนังด้านนอกเป็นสีขาว ดูแล้วไม่น่าจะใช่บ้านไม้ ชั้นสองมีระเบียงขนาดใหญ่หันตรงไปยังภูเขาหิมะที่อยู่ไกลออกไป ส่วนชั้นสามน่าจะเป็นห้องใต้หลังคา
ด้านหลังบ้านหลังหลักมีบ้านสองชั้นอีกสองหลัง จากที่จำได้ในแผ่นพับโฆษณา ที่นี่เป็นที่พักของพนักงาน ดูด้อยกว่าบ้านหลังหลักอยู่บ้าง แต่ก็ยังใช้ได้
ถัดเข้าไปเป็นโรงเรือนสำหรับวัวแกะ และคอกม้าขนาดเล็กอีกแห่ง
ฉินเทียนผลักประตูเข้าไปดู สภาพก็ไม่เลว หน้าต่างเปิดระบายอากาศไว้ อีกทั้งเจ้าของคนก่อนดูเหมือนจะทำความสะอาดอย่างง่าย ๆ ก่อนย้ายออก จึงไม่มีกลิ่นมูลสัตว์หรือกลิ่นอับชื้น
อาคารทรงหอคอยที่ใช้เก็บอาหารสัตว์ข้าง ๆ ว่างเปล่า บนพื้นยังมีเมล็ดข้าวโพดอะไรทำนองนั้นตกอยู่บ้าง
ตอนซื้อมีคนบอกว่าใหม่เก้าส่วน พอเดินดูทั่วแล้ว แม้จะไม่ถึงขนาดนั้น แต่ก็ยังใหม่สักแปดส่วน นอกจากรายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ แล้วแทบไม่ต้องปรับปรุงอะไร
โรงเก็บของค่อนข้างกว้าง ฉินเทียนประหลาดใจที่พบว่าข้างในมีรถมอเตอร์ไซค์ออฟโรดขับเคลื่อนสี่ล้อจอดอยู่ด้วย กุญแจแขวนไว้ที่กระจกมองหลัง พอเสียบกุญแจดูก็พบว่าน้ำมันยังเหลืออยู่แปดสิบเปอร์เซ็นต์
เขาบิดคันเร่งจนสุด เครื่องยนต์คำรามต่ำ ๆ หนึ่งครั้ง
“วู้! ทะยานขึ้นฟ้า!”
ฉินเทียนทำตัวเหมือนเด็ก ๆ เล่นอยู่ตั้งนานกว่าจะเริ่มสำรวจฟาร์มของตัวเอง
สภาพพื้นหญ้าดีกว่าที่คิด ตอนแรกเขานึกว่าปล่อยทิ้งไว้หลายเดือนโดยไม่มีใครดูแล คงรกจนเละเทะ แต่ไม่คิดว่าหญ้าเลี้ยงสัตว์ซึ่งส่วนใหญ่เป็นไรย์กราสจะเติบโตงอกงามดีทีเดียว
บริเวณกลางฟาร์มยังมีบ่อน้ำเล็ก ๆ อยู่แห่งหนึ่ง เส้นผ่านศูนย์กลางราวเจ็ดถึงสิบเมตร น้ำไม่ลึก น่าจะเป็นน้ำใต้ดิน
เขามาถึงฝั่งตะวันตกของฟาร์มแล้วดึงกุญแจรถออก
ตรงนี้คือชายหาดส่วนตัวขนาดเล็กที่ระบุไว้ในแผ่นพับ ทรายเป็นสีแพลทินัม เหยียบแล้วนุ่มหยุ่น ข้าง ๆ มีก้อนหินโสโครกอยู่หลายก้อน มองเห็นปูสองสามตัวกำลังกางก้ามขู่ฟ่อ
ระหว่างทางกลับ เขาเห็นสวนผลไม้ที่ว่าเข้าพอดี ที่จริงก็เป็นแค่ต้นไม้ผลหลายชนิดที่ปลูกอยู่รวมกัน ตอนนี้ยังไม่ออกผล นอกจากต้นแอปเปิลสองต้นกับต้นกีวีแล้ว เขาดูไม่ออกว่าต้นอื่นเป็นอะไร
พอกลับถึงบ้านหลังหลัก ดวงอาทิตย์ก็ใกล้ลับขอบฟ้า ภูเขาหิมะทารานากิถูกย้อมเป็นสีแดงเพลิง
ฉินเทียนเปิดประตูบ้าน โยนกระเป๋าเดินทางทิ้งไว้
เขาทิ้งตัวนั่งลงบนโซฟา แล้วสื่อสารกับต้นไม้โลกในหัว “เป็นไงบ้าง ฟาร์มแห่งนี้ถูกใจไหม?”
“ยอดเยี่ยมมาก! ฉันตรวจพบว่ามีสายน้ำใต้ดินหลายสาย แร่ธาตุในดินก็มีปริมาณสูง พลังชีวิตที่นี่อุดมสมบูรณ์อย่างผิดปกติ นายได้ของดีราคาถูกเข้าแล้ว!”
ฉินเทียนประสานมือไว้หลังศีรษะอย่างสบายอารมณ์ “ถ้าพูดถึงการทำเกษตรก็ต้องยกให้คนหลงก๋วย รอดูเถอะ ไม่นานที่นี่ก็จะกลายเป็นฟาร์มชั้นยอด”
“รีบปล่อยฉันออกมา ฉันอยากหยั่งรากแล้ว!”
“รีบขนาดนั้นเลยหรือ?” ฉินเทียนเลิกคิ้ว
“นายไม่เข้าใจหรอก ที่นี่มีสภาพแวดล้อมเหมาะสมมาก เป็นพื้นที่เติบโตในอุดมคติ ฉันต้องรีบโตให้เร็วที่สุด การถูกโลกนี้กดทับทำให้ฉันรู้สึกไม่ปลอดภัยเลย”
“รอฉันกินข้าวก่อน”
ที่บอกว่ากินข้าว จริง ๆ แล้วเขาแค่ต้มบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปที่เอามาจากประเทศบ้านเกิดหนึ่งชาม
เขาซดหมดในไม่กี่คำ จากนั้นก็หยิบชานมผงสำเร็จรูปมาชงชานมกลิ่นเผือกดื่มหนึ่งแก้ว
รสชาติธรรมดามาก แต่ทิวทัศน์งดงามเหลือเกิน
ดวงอาทิตย์ลับลงไปใต้เส้นขอบทะเลแล้ว แต่ยังมีแสงอาทิตย์ยามเย็นหลงเหลืออยู่บ้าง
ปัง! ปัง! ปัง!
เสียงเคาะประตูอย่างเกรี้ยวกราดดังมาจากหน้าประตูใหญ่
ฉินเทียนขมวดคิ้ว ใครกันนะ?
เขาคว้าไม้เบสบอลในห้องมาสอดไว้ตรงขอบเข็มขัด แล้วเดินไปที่ประตูใหญ่ เบื้องหน้ามีรถกระบะเก่า ๆ จอดอยู่ ตัวถังหลายจุดเผยอขึ้นจนเห็นแผ่นเหล็กขึ้นสนิมด้านใน ส่วนตัวรถก็เต็มไปด้วยรอยบุบ
พอเห็นว่ามีคนออกมา
ชายผิวขาวร่างกำยำสองคนก็ลงจากรถ แต่งตัวแบบคนทำงานฟาร์ม ไว้เคราครึ้ม สวมหมวกคาวบอย แล้วถุยน้ำลายลงพื้นอย่างไม่ใส่ใจ
“เฮ้ นายคือคนหลงก๋วยที่ซื้อฟาร์มซิงสือไปหรือ?”
ฉินเทียนได้กลิ่นเหล้าฉุนกึกจากอีกฟากของรั้วไม้ เมาแล้วขับ! เขาล่ะหมดคำพูด ถ้าอยู่ในประเทศบ้านเกิด คงโทรแจ้งตำรวจไปแล้ว
“มีธุระอะไร?”
“ฉันชื่อทอม บอริส!” ชายร่างกำยำที่สูงกว่าชี้นิ้วเข้าหาตัวเอง “นี่น้องชายฉัน เจอร์รี่ พวกเรามาดูหน้าคนที่ไม่รู้จักเจียมตัวคนไหนมาซื้อฟาร์มแห่งนี้”
ฉินเทียนเลิกคิ้ว แต่ยังไม่ทันได้พูดอะไร
อีกฝ่ายก็หาเรื่องต่อ “ที่นี่ไม่ใช่ที่ที่คนอย่างนายจะจัดการไหว!”
“คนอย่างฉัน?”
“ใช่ ดูผิวพรรณนิ่มนวลของนายสิ ยกขวานไหวหรือเปล่า ขี่ม้าเป็นไหม?” ทอม บอริสมองเขาด้วยแววตาร้ายกาจ “ฟาร์มแถวนี้เป็นของคนท้องถิ่นอย่างพวกเรา เด็กเมื่อวานซืนอย่างนายรีบไสหัวกลับไปดีกว่า!”
ฉินเทียนส่ายหน้า แถมยังเกือบหลุดหัวเราะ “ฟังนะ ฉันซื้อที่นี่มาด้วยเงินกว่าสามล้านดอลลาร์นิวซีแลนด์ ถูกต้องตามกฎหมาย ถ้าไม่พอใจก็ไปหาหน่วยงานรัฐ หรือไม่ก็ซื้อเองตั้งแต่ตอนประมูล ฟาร์มของฉันไม่ต้อนรับคนจนที่เอาแต่คร่ำครวญด้วยความริษยา”
เจอร์รี่เบิกตากลมโต ทำท่าจะหาเรื่อง
ฉินเทียนส่ายนิ้ว แล้วควงไม้เบสบอลเป็นวง “มืดแล้ว รีบกลับบ้านไปเถอะ คนหลงก๋วยมีคำโบราณว่า เดินทางกลางคืนบ่อย ๆ ระวังจะเจอผีเอา”
สีหน้าของทอมมืดครึ้ม เขาขวางน้องชายไว้
หลงก๋วยเข้าร่วมดับเบิลยูทีโอ รัฐบาลสนับสนุนและส่งเสริมความร่วมมือในด้านต่าง ๆ พูดข่มขู่กันสักหน่อยในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อแบบนี้ไม่เป็นไร แต่ถ้าลงมือทำอะไรจริง ๆ ต้องโดนลงโทษหนักขึ้นแน่ ไม่คุ้มเลย
ไม่เป็นไรหรอก ไอ้หนุ่มนี่ผิวพรรณนิ่มนวลแบบนี้ ไม่มีทางทำฟาร์มไหว ขอแค่เก็บเงินเอาไว้สักหน่อย ฟาร์มนี้ก็ต้องตกเป็นของพี่น้องพวกเขาอยู่ดี
ฉินเทียนคร้านจะสนใจว่าคนสองคนนี้คิดอะไรอยู่
“ฉินเทียน อย่าไปใส่ใจเลย จากการประเมินพลังของสองคนนี้ แรงปรารถนาที่จะต่อสู้ของพวกเขาไม่ได้เพิ่มขึ้น”
“หมายความว่าไง?”
“ก็แค่ปากเก่ง แต่ตัวจริงขี้ขลาดคนหนึ่ง ไม่สิ สองคนต่างหาก”
“ฮ่า ๆ!” ฉินเทียนถูกคำพูดนั้นทำให้ขำขึ้นมา ไม่รู้ไปจำคำแสบ ๆ แบบนี้มาจากไหน “เตรียมตัวหยั่งรากได้แล้ว แล้วมาช่วยกันพัฒนาฟาร์ม เออ ฟาร์มแห่งแรกที่ฉันจะควบรวมกิจการด้วย ฉันเลือกไว้แล้ว”
“นายช่างแค้นจริง ๆ”
“แค่นี้ยังไม่เท่าไรหรอก อย่างที่เขาว่ากัน แก้แค้นต้องแก้ให้ทันวัน ฉันยังต้องรออีกตั้งนานแน่ะ!”
“ก็ได้ พาฉันไปหยั่งรากเถอะ”
