หนึ่งวินาที สองวินาที จนผ่านไปสิบกว่าวินาที ตัวเลขนั้นก็ยังไม่เปลี่ยนแปลง ยังคงเป็นเลขเดิม
ช่องแชตเงียบไปชั่วขณะ ก่อนจะระเบิดเสียงฮือฮาขึ้นมา
“เชี่ย เที่ยงคืนแล้ว! ฉันยังมีชีวิตอยู่! ฉันไม่ต้องตายแล้วใช่ไหม?”
“ฉันก็ทำ KPI ไม่สำเร็จ แต่ยังอยู่ดีนี่นา ที่เกมพูดไว้ตอนเริ่มต้นก็แค่ขู่พวกเราหรือเปล่า?”
“ฉันก็ว่าอย่างนั้นแหละ! คงมีคนทำระยะทางขั้นต่ำไม่สำเร็จเยอะเกินไป ถ้าฆ่ากันหมดจริง ๆ เกมเอาชีวิตรอดบนถนนนี่จะเล่นห่าอะไรได้ ฮ่า ๆ ๆ ฉันก็รู้อยู่แล้วว่าคนเก่งอย่างฉันจะมาตายตั้งแต่วันแรกได้ยังไง!”
“ดีจัง ดีจริง ๆ ฉันนึกว่าตัวเองต้องตายแน่แล้ว ไม่คิดเลยว่าจะยังมีชีวิตได้เห็นพระอาทิตย์ขึ้นวันพรุ่งนี้!”
ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไร การทำภารกิจไม่สำเร็จแต่ไม่ถูกลบล้าง อย่างไรก็เป็นเรื่องดี
ในช่องแชตเต็มไปด้วยความโล่งใจ บรรยากาศสิ้นหวังอึดอัดเมื่อครู่หายวับไป เหลือเพียงความรู้สึกผ่อนคลายหลังรอดตายมาได้อย่างหวุดหวิด
เพราะเหนื่อยมาตลอดทั้งวัน ค่าความเหนื่อยล้าของคนส่วนใหญ่จึงพุ่งเกิน 90 ไปแล้ว ถึงไม่มีใครรู้ว่าถ้าค่าความเหนื่อยล้าถึง 100 จะเกิดอะไรขึ้น แต่คิดด้วยนิ้วเท้าก็รู้ว่าไม่มีทางเป็นเรื่องดี ส่วนใหญ่คงไม่ตายกะทันหันก็หมดสติ อย่างไหนก็หนักหนาพอกัน
ยิ่งไปกว่านั้น เกมยังเตือนเป็นพิเศษว่ากลางคืนอันตราย จึงไม่มีใครกล้าเดินทางตอนกลางคืน ทุกคนรีบหลับตาพักผ่อน ไม่นานถนนทั้งสายก็เงียบลง เหลือเพียงจันทร์สีแดงที่ยังลอยเด่นอยู่บนฟ้าอย่างเย็นชา
เช้าวันที่สอง เวลา 8 โมง
โดยไม่มีปี่มีขลุ่ย ลูกไฟที่ชวนให้ชิงชังดวงนั้นก็ “ฟึ่บ” กลับมาแขวนอยู่บนฟ้าอีกครั้ง รวดเร็วฉับไวไม่ต่างจากตอนดับไปเมื่อคืน
