เสินชิงหยาจากไปแล้ว ประตูสำนักชีจือเวยปิดลงเบื้องหลัง พาแสงสุดท้ายของวันลับหายไปด้วย
กู้ชิงเฉิงยืนนิ่งอยู่กับที่
คำพูดของเจ้าสำนักชียังคงวนเวียนอยู่ในหู ราวกับเข็มที่ทิ่มแทงเข้าไปแล้วฝังแน่นอยู่ในเนื้อ ถอนอย่างไรก็ไม่ออก
แย่งชิงหรือ? เขาย่อมต้องแย่งชิง หากไม่แย่งชิง ป่านนี้เขาคงกลายเป็นเนื้อบนเขียงของผู้อื่นไปแล้ว
เขาหัวเราะออกมาครั้งหนึ่ง แล้วก็อีกครั้ง หัวเราะจนตัวงอ หัวเราะจนหายใจแทบไม่ทัน
บ่าวรับใช้หนุ่มในโถงตกใจจนถอยหลังไปครึ่งก้าว ก่อนจะฝืนยืนนิ่ง ก้มหน้าต่ำ ไม่กล้าหายใจแรง
เขาชื่อกู้ชิงเฉิง เป็นบุตรชายเพียงคนเดียวของตระกูลกู้ มหาเศรษฐีอันดับหนึ่งแห่งแคว้นต้าโจว
คนนอกล้วนกล่าวว่า คุณชายน้อยกู้คงจุดธูปไหว้พระมาแต่ชาติปางก่อน ชาตินี้จึงได้กินดีอยู่ดี มีบ่าวรับใช้คอยปรนนิบัติ ไม่ต้องกังวลสิ่งใด
เหลวไหล
ตั้งแต่คลอดออกจากครรภ์มารดา เขาก็ติดหนี้ตระกูลกู้ก้อนหนึ่งแล้ว หนี้ก้อนนั้นมีชื่อว่า ‘การเกิดมาเป็นบุรุษ’
ยามยังเยาว์วัย เขาไม่เข้าใจ คิดว่ามารดากับบิดาดีกับเขา ดีเสียจนหาข้อบกพร่องไม่ได้แม้แต่น้อย
เชิญอาจารย์ที่ดีที่สุดมาให้ สวมอาภรณ์ราคาแพงที่สุด ไม่ว่าไปที่ใดก็พาเขาไปด้วย
บิดาจะโอบเขาไว้อย่างอ่อนโยน ยิ้มจนดวงตาหยีเป็นเส้น “ชิงเฉิงบ้านข้าอ่านหนังสือเพียงรอบเดียวก็จำได้ ภายหน้าคงไม่ต้องกังวลเรื่องออกเรือน”
เขาจึงเชื่อคำพูดนั้น คอยเกาะชายเสื้อของบิดามารดาราวกับหางน้อย ๆ รู้สึกว่าใต้หล้านี้ไม่มีผู้ใดมีความสุขยิ่งกว่าเขาอีกแล้ว
ปีนั้นเขาอายุสิบสอง ขณะไปคารวะมารดาที่เรือนชั้นใน พอเดินมาถึงหน้าห้องหนังสือก็ได้ยินพ่อบ้านกล่าวว่า “เรื่องรับบุตรสาวคนรองของบ้านสามมาเป็นบุตรบุญธรรม คนในตระกูลเห็นชอบกันหมดแล้วเจ้าค่ะ” มารดาขานรับ “อืม” น้ำเสียงเรียบเฉยประหนึ่งกำลังพูดว่าวันนี้อากาศดี
“ทางคุณชายน้อย...”
“ปิดบังเขาไว้ก่อน” มารดาตัดบท “รอให้กำหนดงานแต่งแล้วค่อยบอกเขา จะได้ไม่ก่อเรื่อง”
