ผู้เอ่ยขึ้นก็คือคุณหนูสี่แห่งจวนเจี้ยนอันโหว เจียงหว่านหยิน
ถังอวี้ใจสะดุ้งวาบ พลันเข้าใจขึ้นมาทันที
ชิวเชว่เล่าตกหล่น นางไม่ได้บอกคุณหนูสี่เจียงว่าดื่มชาไม่ได้!
ถังอวี้ค่อย ๆ ปัดหยดน้ำที่เปื้อนหลังมือออก แล้วรีบค้อมกายขอขมา
“ข้าน้อยรู้ความผิดแล้ว! เป็นเพราะข้าน้อยพลั้งเผลอไปชั่วขณะ ขอคุณหนูโปรดระงับโทสะด้วยเจ้าค่ะ!”
นางไม่กล้าชักช้าแม้แต่น้อย รีบยกถ้วยชาที่ก่อเรื่องออกไป หยิบถ้วยสะอาดมา แล้วรินน้ำผึ้งอุ่น ๆ เติมให้คุณหนูสี่จนเต็ม ก่อนประคองถวายด้วยความนอบน้อม
แม้ความเคลื่อนไหวนี้จะไม่ใหญ่โต แต่ก็เพียงพอให้คนรอบข้างหันมาสนใจ
สตรีสกุลเมิ่ง ผู้เป็นฮูหยินโหวสังเกตเห็นว่าบุตรสาวกำลังหาเรื่อง รอยยิ้มจึงจางลงหลายส่วน นางกวาดตามองคุณหนูสี่ น้ำเสียงอ่อนโยนแต่แฝงไว้ด้วยบารมี
“หว่านหยิน เรื่องเล็กน้อยเพียงนี้ ไยต้องโกรธเกรี้ยวถึงเพียงนั้น
อย่าให้คนอื่นเห็นแล้วเอาไปหัวเราะเยาะ บ่าวจำไม่ได้ เจ้าก็แค่เตือนอีกสักคำ คุณหนูแห่งจวนโหวต้องมีใจกว้างพอจะให้อภัยผู้อื่น”
เดิมทีเจียงหว่านหยินยังคับข้องใจ คิดจะไปขอความช่วยเหลือจากฮูหยินผู้เฒ่า แต่พอเห็นสีหน้าเคร่งขรึมที่มารดาขมวดคิ้วใส่ นางก็ไม่พูดอะไรอีก
สตรีสกุลเมิ่งหันมาทางถังอวี้ น้ำเสียงยังคงราบเรียบ “ยังยืนงงอะไรอยู่ รีบลงไปพักเถิด ให้คนอื่นมารับใช้ทางนี้แทน”
“เจ้าค่ะ ขอบพระคุณฮูหยิน”
ถังอวี้ก้มหน้ารับคำอย่างว่าง่าย ถอยหลังออกจากศาลาริมน้ำไปหลายก้าว
นางก้มตัวและก้มหน้า จึงไม่เห็นสายตาเย็นเยียบที่เหลือบมาจากโต๊ะของเหล่าบุรุษ
หลังถอยออกมาแล้ว ถังอวี้ใช้เวลาครู่ใหญ่กว่าหัวใจที่เต้นรัวจะค่อย ๆ สงบลง
ข่าวร้าย คือทำผิดพลาดแล้ว
ข่าวดี คือดูเหมือนนางจะไม่เป็นไร
ช่างยากเย็นเสียจริง คนทำงานหาเช้ากินค่ำช่างยากเย็นเสียจริง!
จันทร์กระจ่างลอยสูง งานเลี้ยงสิ้นสุดลง ถังอวี้ตามเหล่าบ่าวไพร่ไปที่เรือนของแม่นมอันเพื่อรับเงินรางวัล
