ฝนข้างนอกยังคงตกพรำ ฉินเจิงยื่นแขนข้างหนึ่งให้เถาหยิง ให้เธอจับพยุงตัวเอง
เถาหยิงไม่ได้เกาะแขนเขา แต่กลับขอให้เสี่ยวฟางพยุงเธอแทน
ไม่ใช่ว่าเธอถือตัว แต่เพราะฉินเจิงสูงเกินไป แถมยังตัวใหญ่ เวลายืนขวางหน้าเธอ ก็บังเธอมิดเลย
ความแตกต่างของสรีระที่ชัดเจนปะทะเข้าเต็มตา ทำให้เถาหยิงรู้สึกอึดอัดกดดันขึ้นมาเล็กน้อย
จนได้ขึ้นนั่งที่เบาะข้างคนขับ เถาหยิงถึงได้ถอนหายใจโล่งอก
ฉินเจิงก็ขึ้นรถมาด้วย เขาคาดเข็มขัดนิรภัย แล้วถามเถาหยิงว่า “คุณครูเถา บ้านคุณอยู่ไหนครับ”
“จิ่นหัวยวน” เถาหยิงบอก
“จิ่นหัวยวน?” ฉินเจิงแปลกใจเล็กน้อย “ไกลจากโรงเรียนคุณพอสมควรเลยนะ”
เถาหยิงว่า “สิ่งแวดล้อมดีกว่านิดหน่อย”
ฉินเจิงสตาร์ทรถ ขับออกสู่ถนนใหญ่ แล้วถามขึ้นลอย ๆ ว่า “ค่าเช่าเดือนละเท่าไหร่ครับ พอดีช่วงนี้ผมก็หาบ้านอยู่เหมือนกัน”
เถาหยิงเบือนหน้ามามองเขาอย่างประหลาดใจ เขายังต้องหาบ้านอีกหรือ
เขาสามารถเล่นสนิทสนมกับพวกคุณหนูคุณชายรวยหลายชั่วอายุคนได้ ฐานะของตัวเองก็คงไม่ธรรมดาไม่ใช่หรือ
แต่เขากลับมาเปิดร้านซ่อมรถ พวกคนรวยที่เล่นรถก็จะมีชมรมรถยนต์ ไม่มีทางเป็นร้านซ่อมรถแน่
แต่จะว่าไปแล้ว รถของเธอก็ซ่อมโดยฉินเจิงจริง ๆ ตอนที่เขาตรวจสภาพรถก็ชำนาญและเป็นมืออาชีพมาก
เถาหยิงนั้นไม่ชอบยุ่งเรื่องของคนอื่นมาโดยตลอด ถึงจะสงสัย แต่ถ้าไม่เกี่ยวกับตัวเธอ ความอยากรู้อยากเห็นแค่นั้นก็พลันหายไป
ดังนั้น เธอจึงตอบไปเรียบ ๆ ว่า “2,000”
ฉินเจิงบอกว่า “เท่าที่ผมจำได้ จิ่นหัวยวนเป็นหมู่บ้านเก่า สภาพความสงบเรียบร้อยก็ไม่ค่อยดีนะครับ”
เถาหยิงตอบว่า “ก็พอใช้ได้”
ที่ฉินเจิงพูดก็ไม่ผิด จิ่นหัวยวนนั้นเก่าจริง ๆ รปภ.ตรงทางเข้าล้วนเป็นเหล่าคุณตาที่งีบหลับตลอดวัน
แต่ไม่กี่เดือนก่อน เธอทะเลาะกับแม่เรื่องการดูตัวมา จึงประชดย้ายออกมาอยู่ข้างนอก
พ่อเสียไปตั้งแต่เธอยังเด็ก เธอกับพี่สาวถูกแม่เลี้ยงดูมาอย่างลำบากเพียงลำพัง
พี่สาวแต่งงานกับคนรวย คนหนึ่งได้ดี ลูกไก่ก็พลอยขึ้นสวรรค์ไปด้วย แม่ของเธอจึงหันมาเพ่งเล็งที่ตัวเธอ ให้พี่สาวเธอแนะนำบรรดาคุณชายตระกูลร่ำรวยให้วันยังค่ำ
หลักการของพวกเธอคือ อะไรก็ไม่สำคัญ สำคัญที่สุดคือมีเงิน
แต่เถาหยิงไม่ชอบ ยิ่งไปกว่านั้น การจากไปของพ่อเธอ ก็เกิดจากการแข่งรถของกลุ่มคนรวยรุ่นสอง
อุบัติเหตุครั้งนั้น เหมือนกับสายฝนที่ตกพรำอยู่ตรงหน้า ตกลงมาในใจเธอยาวนาน 13 ปีเต็ม ถึงตอนนี้ก็ยังไม่หยุด มืดหม่นและชื้นแฉะ
เมื่อมาถึงจิ่นหัวยวน ฝนก็หยุดตก
ฉินเจิงลงจากรถ ส่งกุญแจรถให้เถาหยิง “คุณเถาครับ คุณพักอยู่ชั้นไหน”
“ฉันอยู่ชั้นหนึ่งค่ะ” เถาหยิงบอก “ขอบคุณนะคะ คุณชายฉิน ฉันจะเรียกรถให้”
“ไม่ต้องครับ” ฉินเจิงห้าม “คุณเข้าไปเถอะ”
ที่จอดรถที่เถาหยิงให้ฉินเจิงจอดนั้นอยู่ในใจกลางหมู่บ้าน เป็นแนวปลูกต้นไม้เขียวที่ทอดยาวจากตะวันออกไปตะวันตก คั่นกลางด้วยที่จอดรถหลายคัน
เลยถนนไป เป็นบ้านแปดหลัง มีทั้งหมดหกชั้น ชั้นหนึ่งเป็นลานบ้าน
เถาหยิงไม่ยอมขยับไปไหน เพราะแท้จริงแล้วเธอไม่ได้อยู่ชั้นหนึ่ง
แต่เมื่อพูดออกไปแล้ว ฉินเจิงกลับจะส่งพระให้ถึงวัด เธอจึงอดเก้อเขินไม่ได้
จู่ ๆ ฉินเจิงก็หัวเราะในลำคอเบา ๆ “ผู้หญิงอยู่คนเดียว มีความระวังตัวเป็นเรื่องดี แต่จะระวังจนเกินเหตุเกินไปไหมครับ”
“ฉันกับคุณชายฉินไม่สนิทกันนี่คะ” เถาหยิงยิ้มเจื่อน “คุณว่าฉันระวังเกินไป อย่างนั้นคุณชายฉินจะบริการเกินหน้าที่ไปหน่อยไหมคะ”
“คุณก็จ่ายเงินไปแล้วไม่ใช่เหรอครับ” ฉินเจิงเลิกคิ้ว
ความหมายคือ ที่เขาทำไปทั้งหมดเป็นสิ่งที่สมควรทำ
“แต่คุณก็ยังไม่ได้รับเงินนี่คะ” เถาหยิงไม่ยอมอ่อนข้อแม้แต่น้อย
หากยืนกรานอีก ก็จะดูเหมือนได้คืบจะเอาศอกจนเกินไป ดูราวกับหวังสิ่งอื่นใดหรือมีเจตนาไม่บริสุทธิ์ ฉินเจิงจึงถอยให้ก้าวหนึ่ง บอกว่า “งั้นคุณขึ้นบ้านช้า ๆ หน่อยนะครับ”
“ขอบคุณค่ะ” เถาหยิงหันหลัง เดินถือร่มด้ามยาวที่หยิบมาจากรถค้ำยันร่างตัวเอง ค่อย ๆ ขยับตัวจากคลองสายตาของฉินเจิงไป
กลับถึงบ้าน เถาหยิงเดินมาที่หน้าต่าง มองลงไปข้างล่างก็ไร้วี่แววผู้คนแล้ว
เธอถอนหายใจโล่งอก หันตัวทิ้งร่างอย่างไม่รักษาภาพลักษณ์ลงบนโซฟา ใช้เท้าเกี่ยวหมอนอิงข้างหนึ่งมา สอดไว้ใต้เท้าที่บาดเจ็บ
ยังไม่ทันได้พักสักครู่ โทรศัพท์ก็ดังกระหน่ำราวกับจะเอาชีวิต
เถาหยิงชำเลืองดูเบอร์โทรเข้า เป็นคุณนายหลี่เหม่ยจวน แม่ของเธอ จึงกดเปิดลำโพงทันที――
“แม่ได้ยินน้าสามของลูกบอกว่าวันนี้ลูกไปดูตัวแล้วไม่สำเร็จอีกแล้วเหรอ”
เถาหยิงตอบรับอย่างเย็นชาไร้อารมณ์ “อืม”
“แม่ก็บอกแล้วว่าให้ลูกไปหาคนดี ๆ ด้วยตัวเองจะหาได้ยังไง” หลี่เหม่ยจวนประชด แล้วยังแฝงความสะใจไว้สองส่วน “เป็นเด็กดี ไปพบคนที่พี่สาวลูกนัดไว้ให้เถอะ”
“ไม่เอาค่ะ” เถาหยิงไร้สีหน้า
“ตอนนี้ลูกปีกกล้าขาแข็งแล้วใช่ไหม” หลี่เหม่ยจวนโกรธขึ้นมา “แม่กับพี่สาวของลูกจะทำร้ายลูกได้หรือไง”
“คนที่พวกคุณแนะนำให้ฉัน ฉันไม่ชอบสักคน พวกเขาก็ไม่คู่ควรกับฉัน”
“ไม่คู่ควรกับลูก?” หลี่เหม่ยจวนเหมือนได้ฟังเรื่องตลกที่สุดในโลก “เขาคู่ควรกับลูกตายล่ะ”
“งั้นรอให้ฉันตายก่อนแล้วค่อยคู่ควรกันก็แล้วกัน”
เถาหยิงที่ปกติจะเย็นชาและพูดน้อย กลับเปลี่ยนเป็นแหลมคมเป็นพิเศษเมื่อเผชิญหน้ากับแม่
“ลูก――” หลี่เหม่ยจวนโกรธจนแทบหัวใจวาย แล้วตัดสายไป
เถาหยิงหัวเราะเยาะตัวเองเบา ๆ หลี่เหม่ยจวนนั้นลำเอียงตั้งแต่เล็ก หล่อหลอมพี่สาวให้หลงใหลในความฟุ้งเฟ้อ และหล่อหลอมเธอให้เป็นคนพูดน้อยแต่แหลมคม
ทว่าก่อนอายุ 14 ปี ซึ่งมีพ่อคอยปกป้อง เธอเคยเป็นคนร่าเริงสดใส
วันรุ่งขึ้นเป็นวันเสาร์ เถาหยิงพักอยู่สองวัน
วันจันทร์ตอนไปทำงาน เท้ายังคงเจ็บอยู่ เธอจึงเรียกรถไปกลับเลย
คาบสอนของเธออยู่สองคาบหลังของช่วงเช้า เลยแวะไปที่ห้องทำงานก่อน
เพื่อนร่วมงานหลายคนเห็นท่า ต่างเข้ามาถามไถ่ด้วยความเป็นห่วง เถาหยิงยิ้มแล้วบอกว่าไม่เป็นไร
เพื่อนร่วมงานใหม่คนหนึ่งตรงริมหน้าต่างขยับเข้ามาใกล้ “นี่ ฉันได้ยินว่าวันศุกร์รถคุณเสียเหรอ”
เถาหยิงพยักหน้า “โดนตะปูตำ”
“ซ่อมหรือยัง ค่าซ่อมเท่าไหร่เหรอ”
“100 รวมอะไรพวกถ่วงล้อด้วย แถมบริการล้างละเอียดให้ครั้งหนึ่ง”
แถมยังได้ของว่างยามบ่ายจากเจ้าของร้าน แถมเขายังส่งเธอกลับบ้านด้วยตัวเองอีก
ส่วนอีก 200 หยวนที่ให้ไป ฉินเจิงก็ไม่ได้เก็บ
“ราคาใช้ได้เลยนะ ร้านที่เพิ่งเปิดใหม่ตรงข้ามนั่นใช่ไหม”
เถาหยิงตอบ “อืม”
“ร้านตรงข้ามบริการเป็นไงบ้าง สัปดาห์ก่อนฉันออกไปข้างนอกทำการบำรุงรักษาตามรอบปกติ โดนย้อมแมวไปหลายร้อยเลย” เพื่อนร่วมงานชายคนหนึ่งชะโงกคอถาม
“ใช่ ๆ สมัยนี้ร้านซ่อมรถมีแต่กลเม็ดทั้งนั้น แจ้งราคาคลุมเครือ ที่สำคัญฝีมือก็ไม่ได้ดีอะไร”
บางคนเสริมขึ้นมาตามน้ำ
“พวกคุณยังไม่รู้เหรอ แผนกโลจิสติกส์ของโรงเรียนเราเพิ่งกำหนดร้านซ่อมรถคู่ค้ารายใหม่ปีนี้” รองหัวหน้าซึ่งอยู่ด้านในสุดพูดขึ้นอย่างอารมณ์ดี
เพื่อนร่วมงานก็ถามทันทีว่าร้านไหน
“ก็ร้านเจิงถูอู่ซ่อมรถตรงข้ามนั่นแหละ ต่อไปพวกคุณเอาใบรับรองไปทำการบำรุงรักษาหรือซ่อมแซมจะได้ส่วนลด 30% ทางโรงเรียนได้เจรจาราคาภายในกับบริการฟรีบางอย่างไว้ให้พวกคุณหมดแล้ว ภายในสัปดาห์นี้ ประกาศน่าจะลงมา”
อาจารย์สาวคนเล็กที่สุดในห้องทำงานโห่ร้องด้วยความดีใจ “เจ้าของร้านตรงข้ามนั่นหล่อมากเลยนะ”
ทำให้คนอื่น ๆ หัวเราะเสียงดัง หยอกล้อกันยกใหญ่
เถาหยิงก็แย้มมุมปากบาง ๆ เธอไม่คิดจะไปบำรุงรักษารถที่ร้านตรงข้าม
ที่ไปซ่อมรถเมื่อวันศุกร์นั้น ก็เป็นเพราะไม่มีทางเลือก แล้วเธอยังไปดูตัวในร้านของคนอื่นอีกต่างหาก
เรื่องน่าอับอายขายขี้หน้าแบบนี้ เถาหยิงแค่เจอฉินเจิงทีไร ก็ต้องเอามันทรมานตัวเองในใจทุกที
ผ่านไปหนึ่งสัปดาห์ เท้าของเถาหยิงก็หายเป็นปกติ
เนื่องจากบทเรียนเรื่องน้ำตาลในเลือดต่ำครั้งก่อน เธอตื่นเช้ามาทำอาหารเช้าให้ตัวเอง และทำแบบขอไปที
วันนี้มีเรียนสี่คาบติดต่อกันในช่วงเช้า เธอจึงออกเร็วกว่าปกติเล็กน้อย
ลงมาถึงข้างล่าง เถาหยิงก็เปิดประตูรถ
ตั้งแต่วันที่ฉินเจิงส่งเธอกลับมา รถคันนี้ก็ไม่ได้เคลื่อนไปไหน เบาะที่นั่งที่ถูกปรับไว้ก็ยังเป็นแบบเดิม
เถาหยิงขึ้นไปนั่ง มือซ้ายคลำหาปุ่มปรับไฟฟ้า แต่เบาะก็ไม่ขยับเขยื้อน
เธอเปลี่ยนไปปรับด้วยมือ ก็ยังไม่มีปฏิกิริยาตอบสนอง
“ไม่ใช่มั้ง...” เธอขมวดคิ้วอย่างกลัดกลุ้ม หลังจากวุ่นวายอยู่นาน จนเกือบจะสายแล้ว
เถาหยิงลงจากรถด้วยความหงุดหงิด มือหนึ่งเรียกแท็กซี่ไปด้วยพลางเดินไปทางประตูใหญ่
จากนั้น เธอเข้าไปหาแชตร้านซ่อมรถของฉินเจิงในวีแชท หาอยู่นานก็ไม่เจอ ถึงนึกขึ้นได้ว่าเธอลบบัญชีนี้ทิ้งไปแล้ว
"..."
กรรมตามทัน!
ปัญหาเล็กน้อยแบบนี้ คนของศูนย์ 4S คงไม่มาให้บริการถึงที่ อย่างมากก็จัดการลากฟรีให้
มันวุ่นวายเกินไป หลังจากคิดแล้วคิดอีก เถาหยิงก็รู้สึกว่าต้องตามฉินเจิงมาดูให้เห็นกับตาสักครั้ง
