เท้าของเถาหยิงเดินไม่ได้และขับรถกลับเองก็ไม่ได้ นอกจากรออยู่ในร้านก็ไม่มีทางอื่น
แต่ต้องมาเจอคู่เดตที่ร้านซ่อมรถนี่มันน่าอายเกินไปแล้ว
เธอส่งยิ้มแห้ง ๆ ให้ฉินเจิง แล้วแก้เก้อว่า “ฉันเดินไม่ได้ เพื่อนกำลังจะมารับอีกสักพัก”
สีหน้าของเถาหยิงดูปกติ ทว่าสายตาที่เบือนหลบนั้นเผยถึงความเขินอายและอึดอัดอยู่บ้าง
“อืม นั่งรอก่อนเถอะ” ฉินเจิงไม่ได้เปิดโปง
เถาหยิงนั่งราวกับมีเข็มทิ่มแทง
คู่เดตของเธออยู่แถวนี้จริง ๆ ไม่ถึง 10 นาที คนนั้นก็เดินเข้ามาในร้าน
สวมสูทเรียบกริบ รูปร่างหน้าตาหล่อเหลา
เสี่ยวฟางเข้าไปให้บริการ อีกฝ่ายบอกว่า “ผมมาเอารถไปล้าง ระหว่างนี้ขอแวะหาเพื่อน”
“เชิญด้านในค่ะ”
เถาหยิงมองเห็นคนนั้นแล้ว อีกฝ่ายก็มองเห็นเธอเช่นกัน
“นั่งเถอะ ๆ” คุณหมอเจ้าเห็นเธอจะลุกขึ้นยืน ก็รีบเข้ามาใกล้ “รถเอาไปล้างแล้ว นั่งนานอีกหน่อยก็ไม่เป็นไร”
เถาหยิงยังคงดูเย็นชาเหมือนเคย เพียงแต่มุมปากกระตุกยิ้มขึ้นมาเล็กน้อย
“คุณตัวจริงสวยกว่ารูปอีก” คุณหมอเจ้าจ้องมองคนตรงหน้า แทบไม่ยอมกะพริบตา
หากมองผ่าน ๆ เถาหยิงอาจไม่ใช่คนที่สวยสะดุดตา แต่เธอมีดีที่โครงหน้าอันดูสงบนิ่ง ภายนอกเปราะบางแต่ภายในแฝงความเข้มแข็ง
แถมด้วยผิวกายที่ขาวราวเครื่องกระเบื้อง อันเต็มไปด้วยเสน่ห์แห่งความบอบบาง ดูรวม ๆ แล้วดูเย็นชา ราวกับเครื่องถ้วยชามล้ำค่าที่แตกสลายง่าย ชวนให้จับตามอง
“คุณผู้ชายต้องการดื่มอะไรไหมคะ” เสี่ยวฟางเดินเข้ามาบริการ ขัดจังหวะความคิดฟุ้งซ่านของคุณหมอเจ้า
“เอากาแฟมาสองถ้วยเร็ว แล้วก็… ของว่างที่นี่กินไม่อั้นใช่ไหม”
เสี่ยวฟางยิ้มรับ “ไม่อั้นค่ะ เดี๋ยวไปจัดมาให้”
เถาหยิงรีบห้ามคนที่กำลังจะไป โดยบอกว่าตัวเองไม่เอา เธอไม่ได้หน้าด้านถึงขนาดนั้นจริง ๆ
“ไม่เป็นไรน่า เราก็ไม่ได้มานั่งกินฟรี ๆ นี่คือบริการของทางร้าน” คุณหมอเจ้าพูดเป็นมั่นเหมาะ ก่อนจะหันไปกำชับเสี่ยวฟาง “จัดใส่จานมาให้สวย ๆ ล่ะ”
“ค่ะ” เสี่ยวฟางคลี่ยิ้มอย่างมืออาชีพ
เถาหยิง “…”
นี่เขาคิดว่าที่นี่เป็นร้านกาแฟหรือไง
“ได้ยินมานานแล้วว่าแถวนี้มีร้านซ่อมรถระดับไฮเอนด์ เรื่องบริการนี่ขึ้นชื่อสุด ๆ วันนี้เลยได้โอกาสมาสัมผัส” คุณหมอเจ้าอธิบาย เหมือนตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ไม่รู้
ไม่นาน เสี่ยวฟางก็นำน้ำชายามบ่ายมาให้อย่างพิถีพิถันสองชุด
ลาเต้ร้อนคู่กับบัตเตอร์คุ้กกี้ทำมือ คุ้กกี้จัดใส่จานกระเบื้องสีขาวขลิบขอบทอง 3 ชิ้น สีและรสไม่ซ้ำกัน
บนหน้าลาเต้ดึงเป็นลวดลายเรียบง่าย รองใต้ถ้วยด้วยจานรองแก้วสีเงิน ขนมและกาแฟทั้งชุดถูกวางบนถาดไม้ จัดอย่างงดงามลงตัว
เถาหยิงอึ้งไปเล็กน้อย นี่มันให้ความสำคัญกับรายละเอียดเกินไปแล้ว เธออดสงสัยไม่ได้ว่าร้านนี้คงขาดทุนทุกวัน
“ดีจริง ๆ” คุณหมอเจ้าพูด “กาแฟดูเป็นแบบบดสด ของว่างก็ดูมีระดับ ร้านคาเฟ่ทั่ว ๆ ไปต้องขายถ้วยละหลายสิบแน่ะ รีบลองชิมดู”
เถาหยิง “…”
“ลองชิมดูนะคะ” เสี่ยวฟางยิ้มให้เถาหยิง “กาแฟกับคุ้กกี้ บอสเราเป็นคนทำเองทั้งนั้นเลยค่ะ”
ฉินเจิงเป็นคนทำเองเหรอ เถาหยิงรู้สึกแปลกใจอยู่บ้าง
คุ้กกี้พวกนี้ขอบสุกจนเป็นสีเหลืองทองไหม้นิด ๆ ขนาดสม่ำเสมอ โรยด้วยเศษอัลมอนด์สับ หน้าตาไม่ต่างจากของที่ร้านเบเกอรี่
ขนมปังสอดไส้ที่เธอกินแก้หิวเมื่อกี้ ก็คงไม่ใช่ฝีมือของฉินเจิงเองหรอกมั้ง นึกไม่ถึงเลยจริง ๆ…
เถาหยิงลองชิมด้วยความสงสัย คุ้กกี้หวานกำลังดี ห่อหุ้มด้วยความกรุบของอัลมอนด์ จิบคู่กับลาเต้รสนุ่มเข้มข้น นี่เปิดร้านได้เลย
“อร่อยกว่าคุ้กกี้ทั่วไปจริง ๆ ด้วย บอสของคุณนี่ช่างคิดนะ” คุณหมอเจ้าเอ่ยชม
“ทุกอย่างเพื่อลูกค้าครับ ขอแค่ทั้งสองท่านชอบก็พอ”
เถาหยิงฟังเสียงแล้วมองไป ก็เห็นฉินเจิงมายืนอยู่ตั้งแต่มื่อไหร่ไม่รู้
สีหน้าเขาดูสุขุมจริงจัง แต่แววตากลับมีประกายยิ้มเล็ก ๆ
เถาหยิง “…”
ท่าทางเย็นชาตอนที่เจอกันครั้งแรกหายไปจากใบหน้าของคนคนนี้แล้ว ไม่รู้จะยิ้มอะไรนักหนา
คุณหมอเจ้าหันกลับไป ก็ต้องอึ้ง นึกว่าดาราคนไหนมาเอง
เขาถามว่า “คุณคือ…”
“ผมเป็นเจ้าของร้านที่นี่ครับ มีอะไรให้ช่วยไหม” ฉินเจิงหันหน้าไป
คุณหมอเจ้าคิดแวบหนึ่ง “ที่นี่มีบริการฟรีอะไรอีกไหมครับ ผมเพิ่งมาครั้งแรก”
ฉินเจิงมองเถาหยิง เหมือนให้เกียรติเธออยู่กลาย ๆ
“ในเมื่อมาครั้งแรก จะให้บริการล้างละเอียดเพิ่มฟรีหนึ่งครั้ง ใช้ได้เลยวันนี้ ส่วนรายการบริการฟรีอื่น ๆ เดี๋ยวผมให้เสี่ยวฟางแจ้งให้ครับ”
“เกรงใจจังเลย” คุณหมอเจ้ายกมือขึ้นถู ๆ
ฉินเจิงเก็บรอยยิ้มเหมือนเปลี่ยนหน้ากาก พูดเรียบ ๆ ว่า “สมควรครับ”
“ขอบคุณมาก ๆ เลย ขนมคุ้กกี้ที่นี่อร่อยดีนะ ผมขอติดไม้ติดมือกลับไปหน่อยได้ไหม”
ฉินเจิงอึ้งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะหัวเราะออกมา “…ได้ครับ”
เถาหยิง “…”
นี่มันขั้นสุดของการเกาะกินจริง ๆ
ส่วนเสียงหัวเราะของฉินเจิง ในหูของเถาหยิงมันช่างเย้ยหยันเหลือเกิน
เธอแทบจะประคองสีหน้าเรียบเฉยไว้ไม่อยู่ หน้าขึ้นสีแดงจัด ขายหน้าไปถึงมหาสมุทรแปซิฟิก
คุณหมอเจ้านั่งกลับลง ก่อนจะยิ้มให้เถาหยิง “บอสคนนี้เป็นคนพิถีพิถันดีนะ วันนี้ออกมาไม่เสียเที่ยว”
“…” เถาหยิงไม่มีอะไรจะพูด
เธอมองออกไปนอกหน้าต่างอย่างไร้อารมณ์ ท้องฟ้าดูหม่นลง จะไม่ใช่ฝนจะตกหรอกนะ
ไม่อยากเสียเวลา เถาหยิงจึงพูดตรง ๆ
“คุณหมอเจ้า ข้อมูลของเราสองคนต่างก็ดูของอีกฝ่ายมาแล้ว วันนี้ก็แค่มาดูว่าถูกชะตากันไหม ขอโทษด้วยนะ ฉันว่าพวกเราไม่เหมาะกัน”
คุณหมอเจ้าอึ้งไป “เรายังไม่ได้คุยกันเลยนะ”
เถาหยิงยังคงพูดประโยคเดิม “ขอโทษนะ”
ฉินเจิงยังยืนดูอยู่ข้าง ๆ คุณหมอเจ้าก็ไม่กล้าพูดอะไรต่อ ก้มหน้าก้มตากินกาแฟและคุ้กกี้จนหมดเกลี้ยง
ก่อนเดินกลับ ก็แค่นเสียงในลำคออย่างแรง แล้วยังหยิบคุกกี้ติดไปอีก 2 ห่อ
เถาหยิงรู้สึกเหนื่อยใจ พูดกับฉินเจิงว่า “ของบนโต๊ะนี่ถือว่าฉันซื้อเองแล้วกันนะ 200 พอไหม”
ฉินเจิงเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย ก่อนจะนั่งลงตรงข้ามกับเธอ ถามไม่ตรงคำถามว่า “อาจารย์เถา คุกกี้อร่อยไหมครับ”
“คุณรู้จักฉันเหรอ” เถาหยิงชะงักไปครู่เดียว ในแววตาก็เต็มไปด้วยความระแวดระวัง
“ก็รู้จักสิครับ” ฉินเจิงเงยหน้ามอง สายตาตรง ๆ แฝงไว้ด้วยความห้าว แถมน้ำเสียงยังดูเกียจคร้านเล็กน้อย “อาจารย์ผูซือที่สวยกว่านางงามมหาวิทยาลัยอีก ใครจะไม่รู้จัก”
“ก็พอ ๆ กัน ฉันก็มักจะได้ยินชื่อเสียงของคุณฉินจากปากเพื่อนร่วมงานกับนักศึกษาอยู่บ่อย ๆ” เถาหยิงไม่ยอมน้อยหน้า
ฉินเจิงยิ้มบาง รอยยิ้มจาง ๆ ดูเป็นกันเอง ช่วยขับลดความรู้สึกเย็นชาจากโครงหน้าคมหยาบของเขาลงได้
นอกหน้าต่างฟ้าค่อย ๆ มืดลง ฝนก็ตกลงมาในพริบตา
เถาหยิงร้อนใจจะกลับ เธอส่งเงิน 200 ผ่านซองเงินแดงไปให้เขา พอจะลุกขึ้น โทรศัพท์ก็ดังขึ้นอีก
เป็นสายของน้าสาม การดูตัวกับคุณหมอเจ้าในครั้งนี้ เธอเป็นคนคลุมถุงชนให้
ถ้าไม่รับสาย สิ่งที่รออยู่ไม่ใช่แค่สายซ้ำ แต่ยังเป็นการบุกมาสั่งสอนที่บ้านอีกด้วย
เถาหยิงจึงกดรับทันที “น้าสาม”
“เถาเถา เธอเป็นอะไรของเธอ ในเมื่อตอบตกลงจะดูตัวแล้ว ก็ขอให้จริงใจหน่อย คุยกันยังไม่ทันได้สองประโยคก็ปฏิเสธคนอื่นแล้ว”
นี่คุณหมอเจ้าไปฟ้องแล้วเหรอ
เถาหยิงหัวเราะเยาะ “น้าสามคะ คุณหมอเจ้าประหยัดมัธยัสถ์เกินไป หนูคู่ควรกับเขาไม่ไหว”
“ประหยัดนี่มันไม่ดีตรงไหน…” น้าสามยิงรัวเป็นชุดเหมือนปืนกล “พอเถอะ ๆ เธอมีข้อแม้อะไรอีกก็พูดมาให้ชัด แต่ละครั้งเธอก็หาเหตุผลมาตำหนิได้”
ฝนยิ่งตกหนักขึ้นเรื่อย ๆ เถาหยิงตอบอย่างเบื่อหน่าย “คนปกติทั่วไปก็พอแล้วค่ะ”
“เหอะ…” เสียงหัวเราะแผ่วเบาหลุดออกจากปากของฉินเจิง
เถาหยิงไม่อยากถูกเขามองเป็นเรื่องตลกอีกต่อไป เธอวางสายไป ใจกลับครุ่นคิดว่าจะโทรเรียกใครมารับดี
คิดไปคิดมา ก็ไม่มีสักคนที่เธอจะขอความช่วยเหลือได้
เพื่อนเพียงคนเดียวที่จะขอความช่วยเหลือได้ ก็กำลังไปทำงานต่างเมืองอยู่
เถาหยิงหันไปจ้องเด็กสาวที่หน้าเคาน์เตอร์ สุดท้ายกลับพบว่าคนนั้นขับรถไม่เป็น
“ให้บอสเราขับไปส่งคุณสิ” เสี่ยวฟางรับลูกจากสายตาฉินเจิง “รถแม้จะลองขับวนไปหนึ่งรอบแล้ว แต่ก็ยังต้องดูเสถียรภาพอีกนิด ให้วิ่งบนถนนปกติอีกสักหน่อยค่อยวางใจ”
เถาหยิงไม่พูดอะไรอยู่พักหนึ่ง ในใจคิดไปว่า นี่เป็นเจตนาพิเศษของฉินเจิง หรือเป็นบริการใส่ใจของทางร้าน
“ก็เพราะคุณเท้าเจ็บอยู่ไงคะ” เสี่ยวฟางเห็นว่าเถาหยิงยังลังเล จึงรีบเสริม
เถาหยิงก้มหน้าครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง สิ่งสำคัญคือต้องเอารถกลับถิ่นที่อยู่ ไม่งั้นเธอก็นั่งแท็กซี่ได้
หลังจากครั้งนี้ เธอกับฉินเจิงก็คงไม่มีเรื่องเกี่ยวข้องอะไรกันอีก เธอก็จ่ายในส่วนที่ควรจ่ายไปแล้ว…
เมื่อคิดมาถึงตรงนี้ เถาหยิงก็เงยหน้าขึ้น ในที่สุดก็มีเหตุผลชอบธรรม “รบกวนคุณฉินหน่อยนะคะ”
“ไม่เป็นไรครับ” ฉินเจิงว่า “แค่ภายหลังแวะเวียนมาอุดหนุนกันบ่อย ๆ ก็พอ”
เถาหยิงยิ้มให้ ไม่ได้รับปาก เพียงแต่ยื่นกุญแจรถของตัวเองให้กับเขา
