เมิ่งหวยจินไปส่งชูหว่านถึงบ้าน เปลี่ยนเสื้อผ้าเสร็จก็ออกไปข้างนอก
ชูหว่านเป็นนักเรียนย้ายเข้าใหม่ แถมเปิดเทอมมาได้แค่เดือนกว่า ถ้าพูดถึงเรื่องรู้จัก เธอจำชื่อเพื่อนร่วมห้องได้ทั้งห้อง แต่ถ้าพูดถึงความสนิทจนถึงขั้นไปเดินห้างหรือนัดกินข้าวด้วยกันได้ ก็มีแค่เพื่อนร่วมโต๊ะอย่างหลูซือฉีเท่านั้น
ชูหว่านกินข้าวคนเดียวเสร็จ เก็บกวาดขยะจากมื้ออาหารเรียบร้อย กำลังจะโทรหาหลูซือฉี ก็มีสายอื่นโทรเข้ามาก่อน
เห็นชื่อที่บันทึกไว้ ชูหว่านไม่ทันได้คิดอะไร ก็กดวางสายทันที
ครู่หนึ่ง เสียงเรียกเข้าก็ดังขึ้นอีก ยังคงเป็นเบอร์เมื่อกี้
เป็นอย่างนี้ซ้ำไปมาสามครั้ง กว่าเสียงเรียกเข้าครั้งที่สี่จะดังจบ ชูหว่านถึงกดรับ
เธอไม่ได้พูดอะไร ปลายสายเปิดปากก่อนว่า “หว่านหว่าน ฉันเอง โจวเจ๋อ”
เธอรู้อยู่แล้วนี่ เธอไม่ได้ลบเบอร์เขาทิ้งเสียหน่อย แต่เธอก็ยังคงเงียบ
“ฉันตามมาหาเธอแล้วหว่านหว่าน ตอนนี้ฉันอยู่เป่ยเฉิง”
ชูหว่านอึ้งไปเล็กน้อย “นายมาที่เป่ยเฉิงทำไม? ไม่กลัวพ่อแม่หักขาหรือไง?”
โจวเจ๋อเหมือนกำลังเร่งเดินทาง ในโทรศัพท์มีเสียงล้อกระเป๋าเดินทางลากไปมา “เจอหน้ากันแล้วค่อยคุยดีไหม?”
ชูหว่านเกือบจะหลุดปากตอบตกลง แต่ก็หักห้ามใจไว้ ทำเป็นสงบนิ่งว่า “อย่าเจอกันเลย นายกลับไปเถอะ”
ปลายสายเงียบไปหลายวินาที ก่อนจะถอนใจแล้วพูดว่า “ฉันรู้ ที่ผ่านมาหลายเดือนเราไม่ได้ติดต่อเธอ เธอโกรธแล้วก็เสียใจ แต่มันเป็นเหตุสุดวิสัยจริงๆ”
“ถ้าฉันไม่ได้คิดถึงเธอจริง ตอนนี้ฉันคงไม่เสี่ยงถูกตัดออกจากตระกูลมาหาเธอหรอก อย่างไรก็ตาม ฉันน่ะมาถึงนี่แล้ว ไม่เจอเธอฉันไม่กลับหรอก”
“...”
ถึงขั้นถูกตัดออกจากตระกูลเลยหรือนี่ ชูหว่านยกยิ้มมุมปาก ในที่สุดก็ถามออกไปว่า “นายอยู่ไหน? ส่งโลเคชันมา”
เขาว่า “ฉันออกจากสนามบินแล้ว กำลังจะเรียกแท็กซี่ ฉันไม่คุ้นกับเป่ยเฉิงเลย เธอกำหนดที่ให้สักแห่งดีกว่า เราไปเจอกันที่จุดหมายเลย”
ชูหว่านดูเวลา หนึ่งทุ่มตรง เหลือเวลาอีกสามชั่วโมงก่อนถึงเวลาที่เมิ่งหวยจินกำหนด
คำนวณระยะทางคร่าวๆ แล้ว ในที่สุดเธอก็ตัดสินใจนัดที่ถนนคนเดินซึ่งอยู่ไม่ไกลจากบ้านมากนัก แถวนั้นมีทั้งที่พักและของกินสะดวก