ชูหว่านสงสัยอย่างหนักแน่นว่า ความสนุกที่ใหญ่ที่สุดของเขาไม่ใช่การข่มขวัญเธอ ก็คือการจัดการเธอเหมือนเป็นพวกญี่ปุ่น
แน่นอนว่าไม่เห็นแม้แต่เงาเครื่องบิน ยามช่วยยัดตุ๊กตาตัวใหญ่เข้าท้ายรถ เกือบปิดประตูไม่ลง
เมิ่งหวยจินไม่เข้าใจเลยสักนิดว่าทำไมเธอถึงชอบของขนปุยฟูฟ่องพวกนั้นนัก ระหว่างทางก็ขมวดคิ้วตลอด
ขากลับ ชูหว่านได้กลิ่นเหล้าจาง ๆ จากตัวเขาอีกแล้ว อดมองเขาหลายตาไม่ได้ คิดในใจว่าตอนเธอออกมาเขาไม่ได้ดื่มนี่ นี่แค่ไม่กี่นาทีเอง ดื่มตอนไหนกันนะ
ชายหนุ่มย่อมไม่รู้ว่าในใจคดเคี้ยวของเธอกำลังบ่นอะไรอยู่อีก เอ่ยถามเนิบ ๆ ว่า “ชอบเต้นรำ”
ชูหว่านพยักหน้า “ค่ะ”
“อะไรได้อีก”
เธอไม่ได้ปิดบัง “เปียโนกับวาดรูปก็ได้นิดหน่อยค่ะ”
ถ้าเธอพูดอย่างนี้ ก็ไม่ใช่แค่นิดหน่อยแล้ว เมิ่งหวยจินรู้ดีถึงนิสัยของพี่สาวตัวเอง เข้มแข็งและเฉียบขาด เธอย่อมไม่มีทางให้ลูกสาวตัวเองไร้ความสามารถ
“ต่อไปคิดจะเอาดีทางนี้หรือ” เมิ่งหวยจินถามอีก
ชูหว่านส่ายหน้า บอกว่า “เป็นแค่งานอดิเรกค่ะ หนูไม่ได้สอบเข้าสายศิลป์”
ดูท่าคงคล้ายกับน้อง ๆ ที่บ้าน มีเรียนพิณ หมากล้อม การเขียนอักษร วาดภาพกันทั้งนั้น แต่ว่าพวกเธอที่บ้านบิดไปบิดมา ยังไม่ถึงขั้นละเมียดละไมน่าชมเท่าเธอสักนิด
เมิ่งหวยจินเบนสายตามอง “ยังอยากเรียนต่อไหม”
สบตากันปุบ ชูหว่านก็รีบหลุบตาลง “ใกล้เปิดเทอมแล้ว เอาการเรียนเป็นหลักดีกว่าค่ะ”
จริง ๆ แล้วเธอไม่อยากใช้เงินมากเกินไป
เมิ่งหวยจินมองออกทะลุความคิดนั้นในพริบตาเดียว ไม่ได้ต่อความอีก
รถเก๋งจอดใต้ตึกอพาร์ตเมนต์ ยามไปจอดรถ ชูหว่านอุ้มตุ๊กตาตัวมหึมานั่นคนเดียวค่อนข้างทุลักทุเล
ตอนเธอไม่รู้จะทำอย่างไรดี จู่ ๆ อ้อมแขนก็ว่างเปล่า แล้วเสื้อสูทตัวนอกก็ถูกปามาใส่ตัว
กว่าชูหว่านจะตั้งตัวได้ก็เห็นเมิ่งหวยจินจับ “คอ” ตุ๊กตาตัวใหญ่ด้วยมือเดียว ก้าวยาว ๆ ตรงไปทางลิฟต์
ความสูงของผู้ชายอย่างน้อยก็หนึ่งร้อยแปดสิบห้าขึ้นไป ท่วงท่าสง่าน่าเกรงขาม ภาพแบบนี้ ยิ่งทำให้ตุ๊กตาตัวใหญ่เบ้อเริ่มที่เขาหิ้วอยู่ในมือดูเหมือน… เล็กกระจิดริด เป็นตุ๊กตาโชว์ฝีมือเก็บรายละเอียดงามตัวหนึ่ง
ชูหว่านชะงักไปอึดใจหนึ่ง จึงรีบกอดเสื้อสูทของเขา วิ่งเหยาะ ๆ ตามไป