พอคำว่า “หย่า” หลุดออกมา ถังซินหรานก็รู้สึกว่าก้อนหินหนักพันชั่งที่กดทับหัวใจมานานพลันคลายลง
เจ็บจริง ๆ ราวกับมีดทื่อกรีดแผลลึกลงกลางอก ลมเย็นพัดลอดเข้ามาตามรอยแผล จนปลายนิ้วชาดิกและสั่นระริก
แต่หลังผ่านความเจ็บปวดระลอกนั้นไป สมองที่พร่าเลือนมานานกลับค่อย ๆ ปลอดโปร่งขึ้นทีละน้อย
ถังเจี้ยนอิงนิ่งอึ้งไปเต็ม ๆ สองวินาที ก่อนจะพยักหน้าแรง ๆ
มือผอมแห้งกุมหลังมือของเธอไว้แน่น แรงกดหนักราวกับกำลังให้กำลังใจ น้ำเสียงเด็ดขาด ไม่มีความลังเลแม้แต่น้อย
“ดี หย่าเลย! ผู้หญิงตระกูลถังของเราไม่ได้อยู่ไม่ได้ถ้าไม่มีผู้ชาย ไม่จำเป็นต้องทนทุกข์อยู่ในเงื้อมมือคนสารเลวแบบนั้น
เรื่องนี้ไม่ต้องห่วงอะไรทั้งนั้น ตั้งใจพักฟื้นให้ดี ฟ้าถล่มลงมา อาใหญ่จะรับไว้เอง”
ถังซินหรานหลับตาลง น้ำตาร้อนผ่าวไหลจากหางตาไปตามขมับ ซึมลงบนปลอกหมอนจนเกิดรอยเปียกสีเข้มเป็นวงเล็ก ๆ
เมื่อก่อนเธอโง่เอง เอาแต่ทุ่มเทให้จ้าวเผิงอย่างหมดใจ หลงเข้าใจคำว่า “ขอแค่มีรัก ดื่มน้ำเปล่าก็อิ่ม” ว่าเป็นสัจธรรม
เธอคิดมาตลอดว่า ขอแค่คนสองคนร่วมแรงร่วมใจกัน ต่อให้ชีวิตลำบากแค่ไหนก็ต้องผ่านพ้นไปได้
ตอนแม่ตาแดงก่ำพลางบอกว่า “จ้าวเผิงเป็นคนใจคด ถ้าลูกแต่งไปอยู่กับเขาต้องเสียเปรียบแน่” เธอกลับหาว่าแม่เห็นแก่เงิน
ตอนอาใหญ่พร่ำเตือนด้วยความหวังดีว่า “ชีวิตคู่ไม่ได้ดูแค่คำพูดหวานหู ต้องดูนิสัยใจคอด้วย” เธอกลับหาว่าอาใหญ่หัวโบราณ
แม้แต่อารองยังคอยเตือนอ้อม ๆ ว่า “จ้าวเผิงทะเยอทะยานเกินตัว ทำอะไรก็ไม่รู้จักขอบเขต”
เธอก็ยังคิดว่าอารองดูถูกฐานะทางบ้านของจ้าวเผิงที่ไม่ร่ำรวย จงใจหาเรื่องจับผิด