ความรู้สึกไร้เรี่ยวแรงที่รู้ทั้งรู้ว่าภัยพิบัติครั้งใหญ่กำลังจะมาถึง แต่กลับยื่นมือเข้าไปขัดขวางไม่ได้เช่นนี้ ทรมานยิ่งกว่าตอนนั้นที่ได้แต่มองข่าวรายงานเหตุการณ์ซ้ำไปซ้ำมาเสียอีก
ราวกับมีมือเย็นเฉียบข้างหนึ่งกำหัวใจของซูหยวนไว้ ค่อย ๆ บีบรัดแน่นขึ้น จนหน้าอกอึดอัดเจ็บปวด แม้แต่ลมหายใจก็หนักอึ้ง
คืนนั้นหลังกินข้าวเสร็จ ซูหยวนนั่งเหม่ออยู่บนโซฟา มองแผนที่ภาคตะวันตกเฉียงใต้ในโทรศัพท์
ปลายนิ้วไล้ไปตามเขตภูเขาที่คดเคี้ยวเบา ๆ คิ้วขมวดแน่น แม้แต่ตอนซ่งเจิงยกจานผลไม้ที่หั่นแล้วเดินเข้ามา เธอก็ยังไม่ทันสังเกต
“เป็นอะไรไป? ช่วงนี้เห็นเธอเอาแต่ทำหน้าเหมือนมีเรื่องหนักใจ งานมีปัญหาเหรอ?”
ซ่งเจิงวางจานผลไม้ลงบนโต๊ะกลาง แล้วยื่นมือมาขยี้ผมเธอ
ซูหยวนพลันได้สติ ปลายนิ้วกดปิดหน้าจออย่างรวดเร็ว เก็บโทรศัพท์แล้วฝืนยิ้ม
“ไม่มีอะไรหรอก แค่เลื่อนเจอข่าวการกุศลนิดหน่อย ดูแล้วรู้สึกไม่สบายใจ”
เธอหยุดไปครู่หนึ่ง คล้ายเพิ่งนึกอะไรขึ้นได้ ก่อนเงยหน้ามองเขา
“จริงสิ ฉันอยากถามอะไรนายหน่อย
ถ้า... สมมติว่ามีคนรู้สึกว่าจะเกิดภัยธรรมชาติครั้งใหญ่ในที่สักแห่ง คนทั่วไปพอจะทำอะไรล่วงหน้าได้บ้างไหม?”
ซ่งเจิงชะงักไปเล็กน้อย คิดว่าเธอคงดูข่าวภัยพิบัติแล้วรู้สึกสะเทือนใจ จึงอธิบายอย่างใจเย็น
“ปกติรัฐบาลกับหน่วยงานจัดการเหตุฉุกเฉินจะเป็นฝ่ายตรวจติดตามและวางแผนรับมือร่วมกัน
คนทั่วไปทำอะไรได้ไม่มาก อย่างมากก็แค่บริจาคสิ่งของไว้ล่วงหน้า หรือเตรียมชุดฉุกเฉินไว้ที่บ้าน
ถ้าพูดถึงการเตือนภัย ก็ต้องมีข้อมูลตรวจวัดจากผู้เชี่ยวชาญ จะพูดส่งเดชตามความรู้สึกไม่ได้ เดี๋ยวคนแตกตื่นแล้วจะยิ่งแย่”
ซูหยวนหลุบตาลง ขนตายาวบดบังความรู้สึกในดวงตา เธอขานรับเบา ๆ ว่า “อืม”