เฉิงตงซู่เป็นหน่วยยามระดับบีเพียงคนเดียวในเมืองชิงซาน ณ ตอนนี้
หากอยู่ในฐานใหญ่ เขาคงเป็นแค่คนธรรมดาที่ไม่มีใครสนใจ แต่ในเมืองเล็ก ๆ แห่งนี้ เขาคือกำลังรบที่แข็งแกร่งที่สุด
นับตั้งแต่อวิ๋นเจาตื่นพลังและกลายเป็นผู้ชี้นำ คนที่ดีใจที่สุดคงหนีไม่พ้นเขา เมื่อมีผู้ชี้นำอยู่ เขาก็ไม่ต้องกังวลว่าพลังจิตจะควบคุมไม่ได้ขึ้นมากะทันหัน
การชี้นำเป็นประจำจะช่วยให้พลังต่อสู้ของเขาคงอยู่ในจุดสูงสุด ทั้งยังรักษาสติให้แจ่มชัดและประสาทสัมผัสทั้งห้าให้เฉียบคม
เพราะอย่างนั้น เฉิงตงซู่จึงเป็นคนแรกที่ไปหาอวิ๋นเจา เพื่อขอให้ช่วยชี้นำพลังจิต
กระบวนการชี้นำรวดเร็วมาก
แต่ระหว่างนั้น เฉิงตงซู่ไม่ได้รู้สึกสบายเลย
กลับรู้สึกหวาดกลัว!
ในวินาทีที่วิหคครามปรากฏขึ้นในภาพจิต มันไม่ได้ตัวเล็กจ้อยเหมือนตอนปรากฏกาย
มันเป็นสิ่งมีชีวิตขนาดมหึมาที่งดงามเจิดจ้า ขนสีครามทั่วร่างราวกับอัญมณี แต่ละเส้นส่องประกายระยิบระยับ
สูงส่ง เย่อหยิ่ง มองสรรพชีวิตจากเบื้องบน
มันบุกรุกเข้ามาในเขตแดนจิตของเขาราวกับผู้รุกราน แล้วสะบัดปีกอย่างไม่ใส่ใจ คล้ายกำลังกวาดขยะให้พ้นทาง ไล่พัดสสารมืดมิดออกไปด้วยความรังเกียจ
ภายใต้แรงข่มขวัญของมัน ร่างจิตของเฉิงตงซู่สั่นงันงก หดตัวอยู่ในส่วนลึกที่สุด ไม่กล้าโผล่ออกมา
หลังการชี้นำเสร็จสิ้น
ประสาทสัมผัสและความสามารถของเฉิงตงซู่พัฒนาขึ้นอย่างก้าวกระโดดจริง ๆ
แต่ความหวาดกลัวที่ฝังลึกถึงไขกระดูกกลับเหมือนหยั่งรากลงในใจ
ไม่เคยได้ยินมาก่อนเลยว่ามีหน่วยยามคนไหนถูกข่มขวัญด้วยร่างจิตของผู้ชี้นำ!
เหลวไหลสิ้นดี!
ทุกครั้งที่ไปหาอวิ๋นเจาเพื่อรับการชี้นำ เขาต้องเตรียมใจอยู่นานกว่าจะกล้าเข้าไป แล้วก็เดินออกมาด้วยใบหน้าซีดเผือด ขาสั่นพั่บ ๆ
ไม่ใช่แค่เขา หน่วยยามทุกคนในเมืองเล็ก ๆ ก็เป็นแบบนี้!!
พวกเขาเคยแอบสืบกันเป็นการส่วนตัวว่านกตัวนั้นเป็นสัตว์ชนิดใด แต่ในสารานุกรมสัตว์กลับไม่มีนกชนิดไหนที่ตรงกันเลย!
เฮ่อเสียงเป็นน้องชายแท้ ๆ ของเฮ่อจวิน (เฮ่อจวินเป็นหนึ่งในหน่วยยามทั้งแปดคนที่ช่วยอวิ๋นเจากลับมาในตอนนั้น) และสนิทกับอวิ๋นเจามาโดยตลอด
เขาต้องรู้แน่ว่าเกิดอะไรขึ้น
“หน่วยยามในฐานใหญ่บอกกันว่าร่างจิตของผู้ชี้นำอ่อนโยนมาก ล้วนเป็นร่างจิตน่ารัก ไม่มีพิษมีภัยทั้งนั้น”
เฉิงตงซู่พูดไปพูดมา เสียงก็เผลอสูงขึ้น “แต่นายลองดูสิว่าวิหคครามตัวนั้นอ่อนโยนตรงไหน? ทุกครั้งที่มันมองฉัน สายตาเหมือนมองขยะชัด ๆ!”
ประสาทสัมผัสทั้งห้าของหน่วยยามแข็งแกร่งอยู่แล้ว หลายคนจึงได้ยินสิ่งที่เขาพูด
ต่างพากันพยักหน้าเห็นด้วย
การไปหาอวิ๋นเจาเพื่อรับการชี้นำพลังจิตสร้างแผลใจให้คนไม่น้อย
แต่เธอเก่งจริง ๆ!
ไม่อย่างนั้นทุกคนคงไม่เห็นพ้องว่าจะติดตามเธอไปโดยไม่ถามอะไรสักคำ
อวิ๋นเจาราวกับจอมเวทที่มีสกิลเพิ่มแถบพลังชีวิต นอกจากจะทำหน้าที่เป็นโล่รับความเสียหายไม่ได้เพราะตัวบางแล้ว สกิลอีกสองอย่างก็เต็มขั้นทั้งคู่
หน่วยยามต่างคาดเดากันว่าเธอต้องเป็นผู้ชี้นำระดับเอแน่นอน
นั่นมันผู้ชี้นำระดับเอเลยนะ!
ในฐานใหญ่ยังมีไม่ถึงห้าคนด้วยซ้ำ เมืองเล็ก ๆ ของพวกเขากลับมีผู้ชี้นำเก่งกาจขนาดนี้
เฮ่อเสียงเกาศีรษะ “พี่ตงซู่ ผมไม่รู้จริง ๆ นะ ดูสิ ผมยังไม่กล้าสบตานกตัวนั้นเลย”
ไม่เพียงเท่านั้น เขายังถามกลับอย่างสงสัย “พี่อวิ๋นเจาอ่อนโยนขนาดนั้น ทำไมร่างจิตถึงดุขนาดนี้ล่ะ?”
เฉิงตงซู่ “……”
อ่อนโยนงั้นเหรอ?
ไอ้หนุ่ม สายตานายติดฟิลเตอร์ทับกันอยู่แปดร้อยชั้นหรือไง?
ขณะที่กำลังพูดคุยกัน หน่วยยามก็เห็นอวิ๋นเจาจูงเด็กฝาแฝดชายหญิงคู่หนึ่งกลับมา
เฉิงตงซู่รีบหยุดพูดทันที
ฝาแฝดคู่นั้นอายุแค่หกขวบ ตัวเล็กผอมบาง เป็นลูกหลานของหนึ่งในผู้มีพระคุณที่ช่วยชีวิตอวิ๋นเจา
เด็กชายเป็นพี่ชื่อเฮ่อผิงผิง ส่วนเด็กหญิงเป็นน้องชื่อเฮ่ออันอัน
หลังพ่อของพวกเขาเสียชีวิต แม่ก็เลี้ยงดูทั้งคู่ตามลำพัง ปกติเพื่อนบ้านในละแวกเดียวกันก็ช่วยเหลืออยู่บ้าง
เมื่ออวิ๋นเจาเดินเข้ามา วิหคครามบนไหล่ก็กลับเข้าไปในเขตแดนจิตแล้ว
เห็นทุกคนยืนอยู่ตรงนี้ เธอจึงถามลอย ๆ ว่า “คุยอะไรกันอยู่?”
หน่วยยามทุกคนยืนตัวตรงพร้อมกัน ส่ายหน้าพลางตอบเสียงดังเป็นเสียงเดียวว่า “ไม่มีอะไร!”
แปลกคนจริง ๆ
อวิ๋นเจาไม่ได้ใส่ใจ “ใครควรพักก็ไปพักเถอะ พรุ่งนี้เช้าต้องเดินทางต่อ”
“ได้ครับ!”
………
วันถัดมา
ขบวนรถออกเดินทางต่อ เข้าสู่ช่วงทางหมายเลข 102 แล้วเลี้ยวไปทางตะวันตกเฉียงใต้
ในเขตปนเปื้อนไม่มีสนามแม่เหล็ก อัตราการไหลของเวลาก็แตกต่างจากโลกภายนอก
พื้นที่แพร่กระจายทำให้ภูมิประเทศเปลี่ยนไปทุกวัน พวกเขาจึงทำได้เพียงอาศัยหมายเลขที่ฐานใหญ่ทั้งสี่กำหนดไว้ในการระบุทิศทาง
รถแล่นฉิวไปตลอดทาง ฝ่าพื้นที่รกร้างจนฝุ่นฟุ้งเป็นระลอก
บางครั้งยังพอมองเห็นร่องรอยของอดีตตามทางได้ราง ๆ
ซากเมืองยุคเก่าที่กลายเป็นกองปรักหักพัง ตึกระฟ้าเอียงเอน เหล็กเส้นขึ้นสนิมโผล่พ้นผิวออกมา
ดูราวกับยักษ์ที่ถูกกาลเวลาลืมเลือน นอนนิ่งอยู่ท่ามกลางซากปรักหักพังอันว่างเปล่า
ยังดีที่ระหว่างทางไม่พบอันตรายอะไร
รถทุกคันรักษาขบวนไว้ตลอด
อวิ๋นเจานวดหว่างคิ้วอย่างเหนื่อยล้า กลางวันเธอต้องช่วยสำรวจเส้นทางและกำจัดสิ่งกลายพันธุ์
กลางคืนอันตราย
เมื่อคิดว่ามีคนธรรมดาอยู่มากมาย เธอก็นอนไม่หลับสนิท
“ฉันขอหลับสักงีบ ถ้ามีอะไรให้ปลุกทันที”
เฮ่อเสียงรีบรับคำ “ได้ครับ พี่อวิ๋นเจารีบพักเถอะ ตาแดงไปหมดแล้ว”
“อืม”
เบาะด้านหลังเต็มไปด้วยสัมภาระ เหลือพื้นที่ให้ขยับตัวได้แค่ตรงที่เธอนั่ง
อวิ๋นเจาขดตัว ดึงหมวกลงมาบังแสงแดด แล้วหลับตาเข้าสู่ห้วงนิทรา
เธอหลับไม่สนิทนัก
ไม่รู้ทำไม เธอถึงฝันเห็นภาพตอนที่เพิ่งมาถึงเมืองชิงซาน
ตอนนั้นเธออายุหกหรือเจ็ดขวบ สีหน้าสับสนทำอะไรไม่ถูก มีหน่วยยามคนหนึ่งจูงมือเธออยู่
มือของหน่วยยามใหญ่ หยาบกร้าน และอบอุ่น พาเธอก้าวช้า ๆ เข้าไปในเมืองเล็ก ๆ
เธอจำเรื่องก่อนหน้านั้นไม่ได้ ไม่รู้ว่าทำไมตัวเองถึงมาอยู่ในเขตปนเปื้อน ไม่รู้ว่าพ่อแม่เป็นใคร จำได้เพียงเลือนรางว่าตัวเองชื่ออะไร
“น้องสาว หนูชื่ออะไร?”
“อวิ๋นเจา”
“เจาเจา จำไม่ได้ก็ไม่เป็นไร มาอยู่ในเมืองเล็ก ๆ นี่แหละ พวกอาทั้งแปดคนจะเลี้ยงหนูเอง”
เสียงหัวเราะห้าวหาญของเหล่าหน่วยยามช่วยคลายความกังวลในใจเธอ
นับแต่นั้น อวิ๋นเจาก็มีบ้านอยู่ในเมืองชิงซาน
เมื่อคุณอาทั้งแปดกลับจากภารกิจ ก็มักจะนำของขวัญมาฝากเธอ
บางครั้งเป็นกระโปรงสวย ๆ สักตัว บางครั้งเป็นหนังสือจากยุคเก่า หรือไม่ก็ตุ๊กตาที่เด็กผู้หญิงชอบ
วันเวลาเช่นนี้ดำเนินต่อไปห้าหกปี
จนกระทั่งวันหนึ่ง
ทั้งแปดคนออกไปอีกครั้ง แต่กลับมาเพียงห้าคน
หลังจากนั้น…ก็ไม่มีใครกลับมาอีกเลย
วันนั้นเธอปีนขึ้นไปบนกำแพงสูงของเมืองเล็ก ๆ เหม่อมองไปทางเขตปนเปื้อนหมายเลข 6 แล้วนั่งอยู่บนนั้นเนิ่นนาน
คนในฝันยังคงมีชีวิตชีวาเหมือนเมื่อก่อน ยืนอยู่ตรงหน้าเธอ
พวกเขาหัวเราะหยอกล้อกัน พูดคุยถึงสิ่งที่ได้มาในวันนี้และข่าวสารจากภายนอก บางครั้งก็ปล่อยมุกสองแง่สองง่าม พอสังเกตเห็นว่าเธออยู่ตรงนั้น ก็รีบร้องถุย ๆ ๆ แล้วหยุดพูดทันที
อวิ๋นเจายิ้ม
แต่ยิ่งยิ้มก็ยิ่งเศร้า ราวกับหัวใจถูกกรีดเป็นแผลใหญ่ เผยบาดแผลสดเลือดโชกที่อยู่ข้างใน
เธอรู้ว่าพวกเขาไม่อยู่แล้ว
ทำไมถึงปลุกพลังให้เร็วกว่านี้ไม่ได้…
ทำไมกัน!
โดยไม่รู้ตัว หมอกสีเทาเริ่มก่อตัวขึ้นรอบด้าน ค่อย ๆ กลืนเงาของหน่วยยามทั้งแปดคนให้เลือนหาย
ใบหน้าของทุกคนพร่าเลือน เนื้อหนังเหี่ยวแห้งลงให้เห็นต่อหน้าต่อตา เธอได้แต่มองพวกเขากลายร่างเป็นสัตว์ประหลาดกินคนในท้ายที่สุด
เสียงร้องกังวานดังขึ้นจากท้องฟ้าอย่างฉับพลัน
วิหคครามขนาดมหึมาปรากฏขึ้น บินวนอยู่เหนือศีรษะของเธอ กระพือปีกขับไล่หมอกสีเทาเหล่านั้น…
“จอดรถ!” อวิ๋นเจาลืมตาพรึ่บ
แสงอาทิตย์นอกหน้าต่างรถหายไปตั้งแต่เมื่อไรก็ไม่รู้ ท้องฟ้าดูมืดครึ้ม
ทั้งที่เพิ่งบ่ายสองโมงเอง
เฮ่อเสียงได้ยินเสียงเธอ ก็ถามอย่างไม่สบายใจ “เกิดอะไรขึ้นครับ?”
รถแล่นไปเรื่อย ๆ แต่จู่ ๆ หมอกรอบด้านก็เริ่มก่อตัว
เฉิงตงซู่เองก็รู้สึกว่ามีบางอย่างผิดปกติ รีบหยิบวิทยุสื่อสารขึ้นมา “จอดรถ! จอดรถ!”
รถทั้งเจ็ดคันหยุดลงพร้อมกัน
เฉิงตงซู่กับเฮ่อเสียงหันมองเธอโดยไม่รู้ตัว
แววตาของอวิ๋นเจาแจ่มใส ความฝันสลายไปหมดแล้ว
เธอหันมองออกไปนอกหน้าต่างแล้วพูดว่า “พวกเราคงหลงเข้ามาในเขตปนเปื้อนแล้วสินะ?”
