เรื่องที่บาร์แพร่ออกไป ลู่ฉือดังเป็นพลุแตก ใครต่อใครรอบข้างก็สงบปากสงบคำลงไปมาก
ตอนนี้คนงานในบ้านเจอหน้าเขาก็ทักทายกันอย่างเคารพนอบน้อม ไม่มีใครกล้าจงใจหาเรื่องหรือทำหน้ายักษ์ใส่อีก
ยามออกนอกบ้านก็ไม่เจอพวกไร้สติเดินมาหาเหาใส่หัวแล้ว
จะนินทาลับหลังกันแค่ไหนลู่ฉือก็ไม่ได้สนใจ อย่าเอามาให้เห็นต่อหน้าก็พอ
พอขนของออกมาแล้วหูก็ปลอดโปร่ง ในที่สุดก็ไม่ต้องฟังวาจาประสาใบ้ของเฉินโย่วเซวียนทั้งวันแล้ว
ลู่ฉือนอนแผ่บนเตียง เอ่ยกับเสิ่นเจ๋อเหวินข้าง ๆ ด้วยใจจริงว่า “ขอบคุณพี่เสิ่นที่ช่วยข้าย้ายบ้านนะ”
อพาร์ตเมนต์ที่เขาเช่าอยู่ตอนนี้คือฝีมือเสิ่นเจ๋อเหวินหาให้ เป็นห้องลอฟท์ที่รับแสงดี ฝ้าเพดานสูงกว่าห้าเมตร
เจ้าของห้องเป็นเพื่อนของเสิ่นเจ๋อเหวิน ถึงกับลดค่าใช้จ่ายให้ลู่ฉือไม่น้อย
ติงเหว่ยโผล่ขึ้นมาจากบันได “ขอบคุณแต่พี่เสิ่น ไม่ขอบคุณข้ากับอวี๋ซีได้ไง พวกเราก็ออกแรงไม่ใช่เหรอ”
ลู่ฉือเองก็ไม่มีข้าวของมากนัก แต่อพาร์ตเมนต์นี้โล่งเกินไปก็เลยซื้อเฟอร์นิเจอร์เพิ่มไม่ใช่น้อย
สองคนนั้นรู้เข้าก็อาสามาช่วยเก็บกวาด
“เออ ๆ ๆ เย็นนี้เลี้ยงข้าวพวกเจ้าละกัน”
ลู่ฉือโบกไม้โบกมือ
ชาติก่อนเขานิสัยเก็บตัว ทำอะไรก็ลำพังคนเดียว ตอนนี้จู่ ๆ ก็ออกมาจากกรอบแล้ว กลับพบว่าการหาเพื่อนก็ไม่ใช่เรื่องยาก
แค่รู้สึกเหมือนไม่จริงอยู่บ้าง
ติงเหว่ยใบหน้าซื่อ ๆ หดกลับไป
“พี่เสิ่น เย็นนี้เจ้าอยากกินอะไร” ลู่ฉือหันไปทางเสิ่นเจ๋อเหวินข้างตัว
มือของเสิ่นเจ๋อเหวินกำไขควงอยู่ตัวหนึ่ง ย่อตัวอยู่ริมหน้าต่างเพิ่งประกอบเก้าอี้สรีระเสร็จไปหนึ่งตัว
แสงอาทิตย์ยามคล้อยส่องผ่านกระจกเข้ามา ย้อมเสื้อเชิ้ตขาวสะอาดของเขาเป็นสีส้มอมเหลือง
แต่เดิมงานนี้เป็นของลู่ฉือที่จัดการเอง ผลคือทำไปครึ่งทางย่อตัวนานจนเลือดจาง พอลุกขึ้นก็ตาพร่าไปหมด
เสิ่นเจ๋อเหวินเลยให้เขาไปพักข้าง ๆ พลิกคู่มือดูไม่กี่นาทีก็ประกอบจนเกือบเสร็จ
