พนักงานสาวเอ็นพีซีที่ถูกทำเป็นอากาศธาตุรู้สึกไม่พอใจอยู่บ้าง
ทำงานก็เหนื่อยอยู่แล้ว ยังถูกเมินเฉยโดยสิ้นเชิงอีก
เธอไม่ยอมแพ้ง่าย ๆ ยื่นมือข้างหนึ่งออกไป ตั้งใจจะแตะไหล่ของชายหนุ่มผมสีเทาผู้นั้นด้วยตนเอง
เสิ่นเจ๋อเหวินรู้สึกตัวได้ จึงกวาดสายตาเย็นเยียบมามอง
พนักงานสาวเอ็นพีซี “……”
ค่อย ๆ ชักมือกลับอย่างเงียบ ๆ
ปลายนิ้วของลู่ฉือขยำกระดาษขาวที่เขียนปริศนาจนยับเป็นมุมเล็ก ๆ เมื่อได้ยินที่เสิ่นเจ๋อเหวินถาม เขาก้มหน้าลง “ไม่ใช่เสียหน่อย”
เสิ่นเจ๋อเหวินจะเชยเกินไปได้อย่างไรกัน
ภายใต้สายตาจับจ้องอันเงียบงันของเสิ่นเจ๋อเหวิน ลู่ฉือใช้น้ำเสียงสบาย ๆ เพื่อผ่อนคลายบรรยากาศ “ผมหวังว่าจะได้ยืนเคียงข้างคุณ ไม่เป็นตัวถ่วงคุณ ถ้าคนในครอบครัวคุณรู้เรื่องของเรา คงจะไม่พอใจ ผมไม่อยากสร้างปัญหาให้คุณ”
“ไม่หรอก”
“หืม?”
“ไม่ไม่พอใจ”
เสิ่นเจ๋อเหวินก้มหน้าลงเล็กน้อย เอ่ยเสียงเบา “พวกเขาสนใจคุณมานานแล้ว และก็ชอบคุณมาก โดยเฉพาะ…”
ในหัวของเสิ่นเจ๋อเหวินนึกภาพท่านปู่เสิ่นที่ร้อนรนกระโดดไปมาอยู่ในบ้านเพราะไม่มีข้ออ้างจะเข้าหาลู่ฉือ มุมปากยกยิ้มขึ้น “โดยเฉพาะคุณปู่ของผม ถ้าว่างคุณอยากไปพบพวกเขาไหม?”
พนักงานสาวเอ็นพีซียืนอยู่ด้านหลัง มองซ้ายมองขวา เมื่อเห็นคนที่เพิ่งขู่คุกคามตนด้วยสายตากลับมาพูดจาอ่อนโยนเช่นนี้ก็เบ้ปากอย่างหมดคำพูด
“ไม่ดีกว่า” ลู่ฉือครุ่นคิดสักพัก “ตอนนี้เราแค่คบกัน เรื่องในอนาคตใครจะรู้แน่?”
พูดจบ เขาก็รู้สึกว่าคำพูดของตัวเองฟังดูเหมือนผู้ชายเจ้าชู้
เขาชอบเสิ่นเจ๋อเหวินมาก และก็หวงแหนความสัมพันธ์นี้มาก แต่ในอนาคตจะเป็นอย่างไรไม่มีใครรู้
ลู่ฉือยังไม่อยากพัวพันกับคนอื่นนอกจากเสิ่นเจ๋อเหวินมากเกินไป เพราะเมื่อพัวพันลึกซึ้ง สิ่งที่ต้องคอยกังวลก็จะมากขึ้นเรื่อย ๆ
