เช้าวันจันทร์แปดโมงตรง ภายในตึกเฉินกรุ๊ป พนักงานออฟฟิศนับไม่ถ้วนต่างง่วนอยู่กับหน้าที่ของตัวเอง ทั้งที่ใต้ตาก็ดำคล้ำ
บริเวณพื้นที่ทำงานเงียบสงัดผิดปกติ บรรยากาศชวนอึดอัดแผ่ซ่านไปทั่วทั้งตึก
ฝ่ายบุคคลนัดพูดคุยกับพนักงานเก่าแก่วัยสามสิบต้น ๆ หลายคน ทุกคนที่ถูกเรียกออกมาต่างมีสีหน้าเลื่อนลอย หวาดหวั่น และซึมเศร้า
ปลายปีแล้ว บริษัทอื่นต่างพากันเลื่อนตำแหน่งขึ้นเงินเดือนแจกโบนัส แต่เฉินกรุ๊ปกลับเริ่มปลดพนักงาน
“เกิดอะไรขึ้นเนี่ย ทำไมแม้แต่หัวหน้ากลุ่มสองยังถูกปลด?”
“ก็อายุมากแล้วน่ะสิ ฉันว่าอีกสักสามห้าปีฉันก็เป็นแบบนี้แหละ”
“เขาเองก็มีทั้งพ่อแม่แก่และลูกเล็ก ค่าครองชีพในเมืองหลวงก็สูงปานนี้ ต่อไปจะหาเลี้ยงครอบครัวยังไง”
“ช่วยไม่ได้นี่ เจ้าของบริษัทเรามีเรื่องเข้าตัวตลอดช่วงนี้”
ซุนเจี๋ย หัวหน้ากลุ่มที่พวกเขาพูดถึงกลับมานั่งที่โต๊ะทำงาน แต่ที่จริงเขาไม่ได้ถูกปลด แค่ถูกย้ายไปสาขาที่ต่างเมือง
ขึ้นเงินเดือนแต่ลดตำแหน่ง แท้จริงแล้วก็คือส่งเขาไปสร้างทีมใหม่ เพื่อรีดคุณค่าสุดท้ายที่เหลืออยู่
วันนี้เก็บของ อีกสองวันก็ต้องไปแล้ว
ซุนเจี๋ยกลุ้มใจจนกินข้าวไม่ลง ตอนกลางวันมานั่งดูข้อมูลสาขาอยู่ในร้านกาแฟชั้นล่าง
มองไปมองมา มีกาแฟหนึ่งแก้ววางลงบนโต๊ะฝั่งตรงข้าม ชายหนุ่มคนหนึ่งที่เขาไม่รู้จักทรุดตัวลงนั่งตรงข้าม
ซุนเจี๋ยกวาดมองไปรอบ ๆ ร้านกาแฟนี้ยังมีที่ว่างตั้งเยอะ จะมานั่งเบียดโต๊ะเดียวกับเขาทำไมกัน?
คนเป็นโรคกลัวสังคมอย่างเขานั่งไม่ติดแล้ว
ในร้านอุณหภูมิสูง ลู่ฉือปลดกระดุมเสื้อแจ็กเก็ตขนเป็ดตัวโคร่งที่สวมอย่างหลวม ๆ เผยให้เห็นความเรื่อยเปื่อยสบาย ๆ ดูโดดเด่นแปลกแยกไปจากเหล่าพนักงานที่ทำงานกันอย่างเคร่งเครียด
เขากวาดสายตามองซุนเจี๋ยตั้งแต่หัวจรดเท้า
เมื่อเห็นท่าทางระแวดระวังคล้ายคนเก็บตัวของอีกฝ่าย ก็นึกภาพไม่ออกเลยว่านี่คือมือดีคนเก่งที่ขึ้นไปบนโต๊ะเจรจาจะต่อยตีคู่กรณีในชีวิตก่อนหน้านี้
ซุนเจี๋ยถูกส่งไปอยู่สาขาได้ปีหนึ่งก็ได้พบกับลู่ฉือ ตอนแรกเขาเองก็ดูถูกลู่ฉือ คิดว่าอีกฝ่ายเป็นลูกเจ้าของบริษัท พวกเส้นสาย ไม่เคยเห็นหัวเลย
