ที่แท้ก็แค่กอดเสียหน่อยนี่เอง ดีแล้วที่ไม่ถามเรื่องอื่นต่อ ไม่งั้นลู่ฉือคงหาทางงัดประตูรถบานนี้ออกไปจนได้
มือที่กำมือจับประตูคลายออก
เสิ่นเจ๋อเหวินทั้งติวคณิตแข่งขันให้เขา ทั้งช่วยหาในราคาถูกให้ แล้วยังช่วยให้ผ่านพ้นคืนวันที่ถูกเปิดโปงระดับที่แท้จริงช่วงที่ย่ำแย่ที่สุด
ตอนนี้เสิ่นเจ๋อเหวินไม่สบาย จะด้วยเหตุผลหรือน้ำใจ ตนเองก็ควรยื่นมือเข้าช่วย
แต่นอกจากการหมายหัวชั่วคราวแล้ว ดูเหมือนทั้งคู่จะไม่เคยใกล้ชิดกันขนาดนี้มาก่อน
ลู่ฉือกำลังคิดว่าควรเริ่มยังไงดี
จะโอบไหล่เสิ่นเจ๋อเหวิน หรือสอดแขนทั้งสองข้างเข้าไปใต้รักแร้เขากันนะ
“กึก”
เสิ่นเจ๋อเหวินกดปลดล็อก เข็มขัดนิรภัยที่รัดอยู่ก็เลื่อนไหลไปด้านหลัง
ลู่ฉือยังไม่ทันยกมือขึ้น ไหล่ก็ถูกดึงเข้าไปหา กลิ่นหอมดอกคาเมลเลียก็โชยมาเตะจมูก
เสิ่นเจ๋อเหวินโน้มตัวเข้ามาหาโดยตรง แล้วกอดเขาไว้
ลู่ฉือเงยหน้า คางพักอยู่ที่ซอกไหล่เสิ่นเจ๋อเหวิน มองเพดานรถตรงหน้าเหม่อไปพักใหญ่
จากห้างสรรพสินค้ามายังอะพาร์ตเมนต์ไม่ไกลนัก เสื้อนอกของเสิ่นเจ๋อเหวินยังเจือไอเย็นจากข้างนอกนิดๆ แต่ไม่นานนักก็ถูกอุณหภูมิกายที่แนบชิดสลายไปจนหมด
ลู่ฉือรู้สึกลมหายใจของเสิ่นเจ๋อเหวินอยู่ข้างหู ใบหูคันนิดๆ สีแดงที่เพิ่งจางลงก็ค่อยๆ ระบายขึ้นอีกช้าๆ
“พี่เสิ่น...” ลู่ฉือไม่แน่ใจอาการของเสิ่นเจ๋อเหวิน เอ่ยถามอย่างลังเล “คุณไม่เป็นไรนะ”
เสิ่นเจ๋อเหวินตอบว่า “ไม่เป็นไร แค่หัวหมุนนิดหน่อยเฉยๆ”
มองคนที่ตอนแรกคิดจะหนี แต่พอได้ยินว่าเขาไม่สบายก็ไม่ขัดขืนเลยแม้แต่น้อย ให้เขากอดแต่โดยดี เสิ่นเจ๋อเหวินก็อดใจไม่อยู่ “ขอได้กลิ่นฟีโรโมนเธอหน่อยได้ไหม”
หลังจากการหมายหัวชั่วคราว ฟีโรโมนที่โอเมกาปล่อยออกมาสามารถปลอบประโลมอัลฟาที่หมายหัวตนได้ แม้แต่ในบางสถานการณ์พิเศษยังทำให้อัลฟาที่ดั่งสัตว์ร้ายติดกับเชื่องลงได้
