เช้าวันต่อมา ยามใกล้เที่ยง แสงอาทิตย์สาดส่องเจิดจ้าไร้เมฆา แต่ม่านหนาทึบของห้องนอนกลับกั้นแสงและอุณหภูมิไว้ภายนอกอย่างไร้ความปรานี
เมื่อคืนมือถือของลู่ฉือตกอยู่ในห้องแต่งตัว นาฬิกาปลุกตอนเช้าจึงสั่นไม่หยุด
เสิ่นเจ๋อเหวินผลักประตูเดินเข้าไป ปิดนาฬิกาปลุกที่รบกวนความฝัน ก่อนจะกลับไปกอดคนบนเตียงนอนต่ออีกสักหน่อย
“หึ่งๆๆ—”
มือถือที่เพิ่งถูกปิดไปกลับสั่นขึ้นอีกครั้ง
คราวนี้ไม่ใช่นาฬิกาปลุก แต่เป็นสายเข้า ผู้ติดต่อถูกบันทึกโดยลู่ฉือว่า “คุณปู่เสิ่น”
ท่านปู่เสิ่นเพิ่งออกกำลังกายตอนเช้าเสร็จในสวนหน้าบ้านสไตล์ฝรั่งของตน ฟังเพลงไปพลางออกกำลังไปพลาง นึกขึ้นได้ว่าวันหยุด 1 พฤษภาคมกำลังจะมาถึง ลู่ฉือยังไม่เคยไปเที่ยวด้วยกันเลย จึงกระตือรือร้นเตรียมชวนลู่ฉือไปเที่ยวเกาะในปีนี้
พอสายถูกต่อติด ท่านปู่เสิ่นหยุดจิบชา แม้จะรู้ว่าอีกฝั่งสายลู่ฉือมองไม่เห็นตน แต่ก็ยังเผยรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความรักใคร่
“เสี่ยวฉือ...”
“คุณปู่ครับ”
ก่อนหน้านี้ลู่ฉือเรียกเขาว่าคุณปู่เสิ่นมาตลอด ไม่เคยเรียกสั้นๆ ว่าคุณปู่เลย ท่านปู่เสิ่นได้ยินเข้าอย่างไม่ทันตั้งตัว ตอนแรกก็แปลกใจ หลังจากนั้นก็ดีใจขึ้นมา
กำลังจะถามว่าลู่ฉือยังไม่เคยเรียกเจียงจื้อต้งแบบนี้ใช่ไหม แต่รอยยิ้มกลับชะงัก จู่ๆ ก็รู้สึกเหมือนมีอะไรไม่ถูกต้อง
ลู่ฉือพูดดูไม่ทุ้มและเย็นชาขนาดนี้ น้ำเสียงนี้ไม่เหมือนของลู่ฉือ แต่เหมือนหลานชายของตนที่มีสีหน้าเดียวตลอดวันมากกว่า
ท่านปู่เสิ่นก็ฉลาด ฉุกคิดได้อย่างรวดเร็ว “เจ๋อเหวิน? ทำไมนายรับสายล่ะ เสี่ยวฉืออยู่ไหน”
