คราวก่อนลู่ฉือพักจนถึงบ่ายก็ออกจากบ้านได้แล้ว คราวนี้ไม่รู้ว่าเป็นเพราะร่างกายเขาอ่อนแอลง หรือเพราะเสิ่นเจ๋อเหวินทำเกินไปกว่าคราวก่อน เขาถึงได้นอนแผ่อยู่บนเตียงจนถึงค่ำ
ระหว่างนั้นเสิ่นเจ๋อเหวินป้อนน้ำกับโจ๊กทะเลที่ไอ้โง่ทำให้เขากินอยู่บ้าง เขาสะลึมสะลือแล้วก็หลับต่อไปอีกครั้ง
พอลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง ผ้าม่านในห้องยังคงปิดสนิท ตรงหน้ามีเสียงแป้นพิมพ์ดังแผ่วเบา เป็นจังหวะเร็วบ้างช้าบ้าง
เสิ่นเจ๋อเหวินเอนพิงหัวเตียงทำงาน คอมพิวเตอร์วางอยู่บนตัก ข้อนิ้วยาวเรียวงอเข้าเหยียดออก แสงจากหน้าจอคอมพิวเตอร์ขับเน้นโครงหน้าคมชัดได้รูป ดวงตาสะท้อนแถวตัวอักษรภาษาอังกฤษที่ชวนให้ตาลาย สีหน้ายังคงเย็นชาเหมือนเคย
ลู่ฉือหรี่ตามองอยู่ครู่หนึ่ง
ทุกครั้งที่ทำเรื่องอย่างเมื่อคืน ลู่ฉือจะพยายามซุกหน้าเอาไว้
ส่วนใหญ่ก็ซุกอยู่ในหมอนตรงหน้า ถ้าหมอนถูกใครบางคนดึงออกไปอย่างใจร้าย เขาก็จะหลับตาถูน้ำตากับผ้าปูที่นอนแทน
แทบไม่เคยหันหน้าเข้าหาเสิ่นเจ๋อเหวิน หรือสบตากับเสิ่นเจ๋อเหวินเลย
ตอนนี้พอมองใบหน้าด้านข้างที่เย็นชาเคร่งขรึมของเสิ่นเจ๋อเหวิน แล้วนึกถึงตอนที่เสิ่นเจ๋อเหวินใช้สีหน้าแบบนี้ถามเขาซ้ำ ๆ ว่า “รู้สึกดีไหม” ลู่ฉือก็อยากย้อนเวลากลับไปอย่างเหลือเกิน
เขาอยากย้อนกลับไปตอนเจอเสิ่นเจ๋อเหวินครั้งแรก งานเลี้ยงวันเกิดของตระกูลเฉินที่เขาปีนขึ้นจากสระว่ายน้ำแล้วหมดสติไปโดยไม่ตั้งใจครั้งนั้นไม่นับ ครั้งแรกที่เขาได้เห็นเสิ่นเจ๋อเหวินในระยะใกล้ขณะยังมีสติ น่าจะเป็นที่ร้านอาหารซึ่งติงเหว่ยเคยทำงานอยู่
ตอนนั้นเสิ่นเจ๋อเหวินยืนอยู่ท่ามกลางฝูงชนราวกับภูเขาน้ำแข็ง สายตาที่กวาดมามีแต่ความเย็นชาและห่างเหิน ดูไม่เข้าพวกกับคนรอบข้างเลย
