“คุณชายเขย คุณชายเขย!”
ลู่สืออันได้ยินเสียงคนเรียกอย่างเลือนราง เขาลืมตาขึ้นก็เห็นเมฆเพลิงสีแดงฉานเต็มผืนฟ้า
เสี่ยวฉานยืนอยู่ตรงหน้า ด้านหลังมีสาวใช้ตัวเล็กผอมบางตามมาด้วย คงเป็นเสี่ยวเจวียน แม่ครัวคนใหม่ที่เพิ่งเข้ามา
“ยามใดแล้ว?”
ลู่สืออันขยี้ตาพลางลุกขึ้นนั่ง สิ่งแรกที่ทำคือมองเนินดินเล็ก ๆ
เสี่ยวฉานตอบว่า “ยามเซินแล้วเจ้าค่ะคุณชาย ไก่ของท่านสุกหรือยัง?”
ลู่สืออันพยักหน้า “น่าจะสุกแล้ว เจ้าไปยกกะละมังสะอาดมาใบหนึ่ง”
“อยู่นี่เจ้าค่ะ อยู่นี่! ข้าเตรียมไว้ตั้งนานแล้ว” เสี่ยวฉานชี้โต๊ะข้าง ๆ อย่างอวดผลงาน
ลู่สืออันเห็นดังนั้น จึงส่งสายตาให้เป็นเชิงรู้กัน
เสี่ยวฉานหัวเราะคิกคัก ก่อนดึงเสี่ยวเจวียนมาแนะนำ “คุณชาย นางชื่อเสี่ยวเจวียน เป็นลูกหลานของกองทัพเจิ้นเป่ยเจ้าค่ะ”
“โอ้?”
ลู่สืออันสีหน้าไหวเล็กน้อย เขาเงยหน้ามองเสี่ยวเจวียนที่มีท่าทีอึดอัด แล้วพยักหน้า “เมื่อเป็นลูกหลานทหาร ต่อไปก็ทำตัวตามสบายเถิด ที่นี่ไม่มีธรรมเนียมมากมาย หากมีสิ่งใดไม่เข้าใจก็ถามเสี่ยวฉานได้”
เสี่ยวเจวียนแอบช้อนตามอง พอเห็นลู่สืออันกำลังมองนางก็รีบก้มหน้ารับคำ “ทราบแล้วเจ้าค่ะคุณชาย”
ลู่สืออันขานรับเบา ๆ
“ไปเถอะ เสี่ยวฉาน ขุดไก่ขอทานออกมา ระวังหน่อย อย่าทำลูกดินแตก ไม่อย่างนั้นคืนนี้พวกเราสามคนคงต้องอดข้าวแล้ว”
“เจ้าค่ะ ๆ”
เสี่ยวฉานหยิบจอบดอกไม้เล็ก ๆ ขึ้นมา กวาดถ่านไฟที่แดงบ้างมืดบ้างออกไป ก่อนเริ่มขุดอย่างระมัดระวัง
เสี่ยวเจวียนเห็นดังนั้นก็รีบเข้าไปช่วย
ไม่นาน เด็กสาวทั้งสองก็ขุดลูกดินดำปี๋ออกมาได้สามลูก
แก้มเสี่ยวฉานพองตุ่ย เห็นได้ชัดว่านางคิดว่าไก่ขอทานของลู่สืออันถูกย่างจนไหม้แล้ว
ทว่าเสี่ยวเจวียนกลับจ้องลูกดินอย่างครุ่นคิด ขณะเดียวกันก็อดลอบมองลู่สืออันไม่ได้ ความขุ่นเคืองที่มีอยู่ก่อนหน้านี้ค่อย ๆ จางหายไป แทนที่ด้วยความสงสัยใคร่รู้ในตัวเขาอย่างลึกซึ้ง
“เอากะละมังไม้มานี่ก่อน ทุบเปิดสักลูก ดูว่าข้างในเป็นอย่างไร”
“เจ้าค่ะ”
ภายใต้การชี้แนะของลู่สืออัน สาวใช้ทั้งสองค่อย ๆ ทุบดินเหลืองที่อบจนแห้งออก เผยให้เห็นใบบัวที่ถูกไอน้ำทำให้สุกอยู่ข้างใน จากนั้นกลิ่นหอมเข้มข้นก็พลันแผ่กระจายไปทั่ว...
