แสงทองเจิดจ้าสว่างวาบขึ้นทางเหนือของเมือง
แทบทุกคนในเมืองเซิ่งจิงล้วนมองเห็น
เคราะห์ดีที่แสงทองวูบวาบเพียงชั่วครู่ มิได้ส่งผลกระทบต่อชาวเมืองหลวงอันกว้างใหญ่แห่งนี้มากนัก
ทว่าคำตวาดก้องของตานหยางจื่อกลับทำให้ผู้คนจากหลายขุมอำนาจเกิดความหวาดระแวงขึ้นมาจริง ๆ
ในบรรดาพวกเขา ตระกูลเผยแห่งเหอตงยิ่งเป็นกังวลมากที่สุด
ไม่นานหลังจากตานหยางจื่อเหาะจากไป ผู้คนจากสกุลเผยในเมืองเซิ่งจิงก็เร่งรวมตัวกัน ณ โถงแห่งหนึ่ง
เผยเจ้าเถิง รองเสนาบดีฝ่ายซ้ายแห่งสำนักราชเลขาธิการในราชสำนักปัจจุบัน นั่งอยู่บนตำแหน่งประธาน
ลำดับขั้นขุนนางในราชสำนักต้าจิ่งคล้ายคลึงกับราชวงศ์ถังที่ลู่สืออันคุ้นเคยจากชาติก่อนถึงเก้าส่วน
สำนักราชเลขาธิการเป็นหน่วยงานที่กำกับดูแลหกกรม ได้แก่ กรมขุนนาง กรมคลัง กรมพิธีการ กรมกลาโหม กรมอาญา และกรมโยธา ส่วนรองเสนาบดีฝ่ายซ้ายและฝ่ายขวาก็คือรองหัวหน้าสำนักราชเลขาธิการ
เมื่อครั้งฮ่องเต้องค์ปัจจุบันยังทรงเป็นรัชทายาทแห่งตำหนักบูรพา พระองค์เคยดำรงตำแหน่งเสนาบดีสำนักราชเลขาธิการ ตำแหน่งเสนาบดีจึงว่างเว้นมาโดยตลอด
หลังขึ้นครองราชย์ ฮ่องเต้องค์ปัจจุบันทรงเพิ่มอำนาจให้รองเสนาบดีทั้งสอง เพื่อมิให้ตระกูลขุนนางใหญ่ผูกขาดอำนาจราชสำนัก อำนาจและลำดับขั้นของพวกเขาจึงแทบเทียบได้กับอัครเสนาบดีแห่งราชสำนักหมิง
เผยเจ้าเถิง รองเสนาบดีฝ่ายซ้าย ดูแลกรมขุนนาง กรมคลัง และกรมพิธีการ รับผิดชอบการแต่งตั้งถอดถอนขุนนาง การเงินและภาษี ตลอดจนการสอบขุนนาง พิธีการ และดนตรี
จางเหิงไถ รองเสนาบดีฝ่ายขวา ดูแลกรมกลาโหม กรมอาญา และกรมโยธา รับผิดชอบกิจการทหาร การพิจารณาคดี และการก่อสร้างต่าง ๆ
เพียงดูจากการแบ่งหน้าที่ ก็เห็นได้ชัดว่าเผยเจ้าเถิงซึ่งมาจากตระกูลขุนนางใหญ่มีฐานะสูงกว่า
ความจริงก็เป็นเช่นนั้น จางเหิงไถรองเสนาบดีฝ่ายขวาสืบเชื้อสายจากตระกูลขุนศึก ตระกูลจางเพิ่งละทิ้งวิถีบู๊หันมาศึกษาบุ๋นในภายหลัง กว่าจะถึงรุ่นของจางเหิงไถจึงมีอัจฉริยะเช่นเขาปรากฏขึ้น ทั้งยังเป็นจอหงวนในปีนั้น เป็นฝ่ายภักดีต่อราชวงศ์อย่างแท้จริง
