จวนเจิ้นเป่ยอ๋อง
เรือนหมิงซิน
เสี่ยวฉานอุ้มกล่องไม้ใบเล็กเดินมาที่ลานหลังเรือน
“คุณชายเขย คุณชายเขย!”
ลู่สืออันกำลังครุ่นคิดว่าจะเขียนอะไรลงบนกระบี่ดี พอได้ยินเสียงเรียกก็ถามอย่างสงสัยว่า “มีอะไรอีกล่ะ?”
เสี่ยวฉานเดินเข้ามาใกล้ วางกล่องไม้ใบเล็กลงบนโต๊ะ แล้วเช็ดเหงื่อเม็ดละเอียดที่ปลายจมูก พลางกล่าวว่า “บ่าวก็ไม่ทราบเจ้าค่ะ แม่นมจากเรือนฮูหยินเป็นคนนำมาส่ง บอกว่าเป็นของขอขมา หวังว่าคุณชายเขยจะให้อภัยสักครั้ง”
“ของขอขมา? ให้อภัยหรือ?”
ลู่สืออันเลิกคิ้ว วางพู่กันในมือลง แล้วหยิบกล่องไม้ใบเล็กขึ้นมา
ตัวกล่องหนักเอาเรื่องอยู่เหมือนกัน มิน่าเล่า เด็กสาวถึงได้เหงื่อท่วมตัว
เขาเปิดกล่องออก
สิ่งแรกที่เห็นคือเทียบเชิญลายปักงดงาม ด้านล่างมีแท่งทองคำขนาดเล็กเรียงอยู่ห้าแท่งกับโฉนดที่ดินหนึ่งฉบับ
ลู่สืออันเห็นดังนั้นก็อดเผยสีหน้าฉงนไม่ได้
เขาวางกล่องกลับลงบนโต๊ะ แกะเทียบเชิญออกอ่าน แล้วจึงรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น
“ว้าว ทองตั้งเยอะ คุณชายเขย นี่ นี่...”
เสี่ยวฉานตะลึงงัน ตั้งแต่เกิดมาก็เพิ่งเคยเห็นทองมากมายขนาดนี้เป็นครั้งแรก
เงินตราที่ชาวบ้านต้าจิ่งใช้กันทั่วไปคือเหรียญทองแดง ส่วนผู้ที่พอมีฐานะอยู่บ้างจึงจะจ่ายด้วยเงินแท่ง สำหรับทองคำแล้ว...แทบจะใช้เป็นสมบัติสืบทอดของตระกูลได้เลย
ลู่สืออันเลิกคิ้วเล็กน้อย ก่อนส่ายหน้ายิ้มกล่าวว่า “ไม่มีอะไรหรอก เจ้าเก็บไว้เถอะ นี่เป็นค่าที่ปรึกษาของคุณชายเขยอย่างข้า”
“ค่าที่ปรึกษาหรือเจ้าคะ?”
“อืม”
ลู่สืออันยื่นเทียบเชิญให้เสี่ยวฉาน เด็กสาวคนนี้อ่านหนังสือออก
เสี่ยวฉานรีบรับมาแล้วก้มหน้าอ่านอย่างละเอียด
“หอวั่งเจียงถึงกับส่งเทียบเชิญให้คุณชายเขยโดยเฉพาะเลยเจ้าค่ะ...ปริศนาคู่คำหรือเจ้าคะ? วิธีขายเนื้อย่างแลกทองคำได้ถึงห้าสิบตำลึงกับร้านค้าขนาดใหญ่หนึ่งร้านเลยหรือ!”
ลู่สืออันพยักหน้าเล็กน้อย หยิบโฉนดที่ดินขึ้นมาดูตำแหน่ง แล้วเบ้ปากด้วยสีหน้าพิกล
“เจ้าของหอวั่งเจียงนี่คิดได้งดงามจริง ๆ ลอกแนวคิดการตลาดของข้าไปก็แล้ว ตอนนี้ยังอยากให้ข้าไปเปิดร้านเนื้อย่างบนถิ่นของนาง เพื่อช่วยดึงลูกค้าให้อีกหรือ?”
