ลู่สืออันเหลือบตาขึ้นเล็กน้อย สายตาหยุดอยู่บนใบหน้าของอีกฝ่าย
เขาค้นความทรงจำอยู่ครู่หนึ่ง แต่กลับไม่พบข้อมูลของคนผู้นี้ในความทรงจำของเจ้าของร่างเดิมเลย
ในเมื่อแม้แต่เจ้าของร่างเดิมยังจำไม่ได้ หรือไม่เคยพบคนผู้นี้มาก่อน อย่างนั้นเจ้าหนุ่มนี่ก็คงไม่ใช่คุณชายจากตระกูลใหญ่หรืออัจฉริยะผู้เลื่องชื่ออะไร
ต้องรู้ก่อนว่าเจ้าของร่างเดิมเป็นอัจฉริยะอันดับหนึ่งแห่งเซิ่งจิงที่ผู้คนยอมรับ วงสังคมที่เขาเข้าถึงได้ย่อมสูงส่งเป็นธรรมดา
สูงส่งเพียงใดน่ะหรือ?
อย่างน้อยก็สูงเท่าตึกเจ็ดชั้น
เจ้าของร่างเดิมเป็นแขกประจำชั้นเจ็ดของหอวั่งเจียงเชียวนะ!
บรรดาบัณฑิตชายหญิงที่เข้าไปในหอวั่งเจียงได้ ใครบ้างไม่เปี่ยมพรสวรรค์และอ่านตำรามามากมาย อีกทั้งแต่ละชั้นของหอวั่งเจียงยังสอดคล้องกับขอบเขตเก้าขั้นแห่งวิถีปราชญ์
ตลอดร้อยปีที่ผ่านมา ในบรรดาผู้ที่อาศัยความสามารถของตนขึ้นไปถึงชั้นเจ็ดของหอวั่งเจียงได้ หากไม่ตายกลางคัน ก็มีเกือบหนึ่งในสิบที่ทะลวงถึงขั้นบรรลุสวรรค์ระดับเจ็ดสำเร็จ
อย่าดูแคลนโอกาสเพียงหนึ่งในสิบนี้เชียว
โลกใบนี้หาได้สงบสุขไม่ สิ่งชั่วร้ายซุ่มซ่อน อสูรร้ายรุกราน สายลับจากแคว้นศัตรู ความขัดแย้งระหว่างตระกูลใหญ่ ยังมีผู้ที่หมดสิ้นพรสวรรค์ รวมถึงครอบครัวที่ตกต่ำลงอีกด้วย
อย่างเช่นเจ้าของร่างเดิม เมื่อก่อนเป็นแขกประจำก็จริง แต่ตอนนี้กลับกลายเป็นคนไร้ค่าไปแล้ว
ตลอดร้อยปีที่ผ่านมา คดีทำนองเดียวกับตระกูลลู่มีอยู่ไม่น้อย...
“อะไร หรือว่าคุณชายผู้นี้พูดผิดไปหรือ?”
ลู่สืออันเลิกคิ้ว ก่อนจะยิ้มกล่าวว่า “ไม่ได้พูดผิด ไม่เพียงไม่ผิด สิ่งที่เจ้าสรุปมายังครอบคลุมดีทีเดียว”
“เจ้า...เจ้าหมายความว่าอย่างไร!?”
บัณฑิตจากสำนักศึกษาเจียงอั้นผู้นั้นเผลอถอยหลังไปก้าวหนึ่ง เขาคาดเดาไม่ออกว่าลู่สืออันกำลังเล่นลูกไม้อะไร
คนปกติในสถานการณ์เช่นนี้ไม่ควรอับอายจนแทบทนไม่ไหว หรือไม่ก็โกรธจนเสียหน้าหรือ?
เหตุใดลู่สืออันจึงดูราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น ทั้งยังทำท่าเหมือนกำลังนั่งดูเรื่องสนุกของตนเองอยู่เสียอย่างนั้น
ลู่สืออันหัวเราะหึ ๆ
