สิ้นคำกล่าว
ทุกคนต่างตกตะลึง
ซูเจี้ยนซานสีหน้าไหววูบ “ลู่สืออัน ผู้แต่งบทกวีริมแม่น้ำฉวี่เจียง คือคนผู้นั้นจากสำนักศึกษาชิงเจียงหรือ?”
เด็กชายรับใช้ประสานมือกล่าว “เรียนท่านเจ้าสำนักซู เป็นลู่สืออันจากสำนักศึกษาชิงเจียงขอรับ เพียงแต่...”
เวลานั้นเอง หญิงสาวผู้เป็นท่านหญิงเอ่ยเสียงขรึม “หากเป็นคนผู้นั้นจริง ข้าเองก็เคยได้ยินข่าวลือมาบ้าง ท่านอาจารย์ทั้งสองอย่าได้พูดคุยเรื่องนี้ที่นี่เลยจะดีกว่า”
จูเก่อจิ่นขมวดคิ้วเล็กน้อย ก่อนสบตาซูเจี้ยนซาน ทั้งสองพยักหน้ารับพร้อมกัน
หญิงสาวผู้นี้แซ่เว่ย นามชิงหยวน บิดาของนางคือเว่ยหลินเจา อ๋องแห่งลู่โจว ผู้ที่ทำให้นางยังเกรงใจได้ ย่อมเป็นบุคคลผู้ทรงอำนาจคับฟ้าในนครหลวงแห่งนี้เป็นแน่
“เฮ้อ ช่างเถิด เดิมทีข้ายังคิดจะไปเยี่ยมเยียนสักหน่อย แต่ตอนนี้คงไม่เหมาะแก่เวลาแล้ว”
เว่ยชิงหยวนหันไปทางจูเก่อจิ่น ยอบกายคารวะพร้อมรอยยิ้ม “ท่านอาจารย์ไม่จำเป็นต้องเกรงใจถึงเพียงนั้น หากอยากไปพบเขาจริง ๆ ข้าก็ส่งเทียบเชิญไปให้ได้เดี๋ยวนี้ เจิ้นเป่ยอ๋องหลี่ติ่งเป็นท่านลุงเขยของข้า ข้าไปเยี่ยมท่านอาหญิงกับท่านลุงเขย รวมถึงพี่สาวน้องสาวทั้งสอง คงไม่มีใครว่าอะไรหรอกกระมัง”
“โอ้?”
จูเก่อจิ่นมีสีหน้ายินดี รีบกล่าวว่า “เช่นนั้นคงต้องรบกวนท่านหญิงแล้ว ข้าได้ยินชื่อเสียงของบัณฑิตลู่ผู้นี้มานาน น่าเสียดายที่เมื่อ 3 ปีก่อน ข้าไม่ได้เป็นผู้นำคณะไปด้วย หาไม่แล้วคงต้องได้เห็นความสง่างามของเขาด้วยตาตนเองเป็นแน่”
เว่ยชิงหยวนกระซิบกับองครักษ์หญิงที่ยืนอยู่ข้างกายอยู่ครู่หนึ่ง
หลังองครักษ์หญิงจากไปแล้ว
นางจึงยิ้มกล่าวว่า “หากท่านอาจารย์ไม่เอ่ยขึ้นมา ข้าคงลืมไปแล้วว่าเมื่อ 3 ปีก่อนที่หอวั่งเจียง พี่เขยผู้นี้ของข้ารุ่งโรจน์เพียงใด อายุแค่ 15 ปีก็กดข่มเหล่าบัณฑิตจากสำนักศึกษาจนพากันทอดถอนใจ ท่านพ่อเคยกล่าวไว้ว่า หากเขายังคงก้าวหน้าอย่างรุ่งโรจน์ อีก 50 ปีต้าจิ่งของเราคงมีมหาบัณฑิตผู้ได้รับสมญานามเพิ่มขึ้นมาอีกคน”
