“เยวี่ยเอ๋อร์ สองคนนี้ไม่เลวเลย เดี๋ยวให้พ่อบ้านไปถามพวกเขาดูว่าอยากมาเป็นผู้ดูแลกับผู้ตรวจระเบียบในสำนักศึกษาหรือไม่”
หลี่เยวี่ยเหยาได้ยินดังนั้นก็ถามอย่างสงสัยว่า “พวกเขาสองคนมีอะไรพิเศษหรือ?”
ลู่สืออันหัวเราะเบา ๆ พลางโบกมือโดยไม่อธิบาย
หลี่เยวี่ยเหยาเห็นเช่นนั้นก็เม้มปาก ก่อนพยักหน้ารับ
ในตอนนั้นเอง
เสียงอ่านตำราดังกังวานดังแว่วมาจากภายในสำนักศึกษาเป็นระยะ
“ปราชญ์กล่าวไว้ว่า เรียนรู้แล้วหมั่นทบทวนอยู่เสมอ มิใช่เรื่องน่ายินดีหรือ? มีสหายมาจากแดนไกล มิใช่เรื่องน่ายินดีหรือ? ผู้อื่นไม่รู้จักเรา แต่เราไม่ขุ่นเคืองใจ มิใช่คุณธรรมของวิญญูชนหรือ...”
“โฮ่ อาต้ากับอาเอ้อร์เก่งไม่เบาเลย เริ่มพาคนอ่านตำรากันแล้ว!”
ลู่สืออันเงยหน้ามองแสงอรุณบนท้องฟ้า ชั่วขณะนั้นพลันรู้สึกราวกับย้อนกลับไปอยู่ในช่วงอ่านหนังสือยามเช้าสมัยประถม
“ไปกันเถอะ เยวี่ยเอ๋อร์ พวกเราไปดูกัน”
“อืม”
ทั้งสองหมุนกายจากไป
แถวผู้คนกว่าหมื่นคนที่หน้าประตูยังต้องจัดการกันอีกนาน
กว่าจะจัดระเบียบทุกอย่างให้เข้าที่เข้าทางได้ คงต้องใช้เวลาครึ่งค่อนวัน แต่เมื่อมีกองทะเบียนครัวเรือนทหารคอยรับมืออยู่ เขาก็ยินดีทำตัวเป็นนายท่านที่ปล่อยมือไม่ยุ่งเกี่ยว
เพียงแต่เขาไม่รู้ว่า
สถานที่ที่กำลังวุ่นวายหาได้มีเพียงสำนักศึกษาแห่งนี้ไม่
ขณะนี้ภายในโรงช่าง บรรดาขุนพลกับช่างเหล็กกำลังโต้เถียงกันอื้ออึง
โรงช่าง
ตามชื่อก็คือสถานที่ซึ่งช่างฝีมือใช้สร้างเครื่องไม้เครื่องมือ
แต่โรงช่างในเขตหมิงเต๋อแห่งนี้กลับแตกต่างออกไป
เพราะช่างฝีมือที่นี่ล้วนเคยเป็นขุนพลและนายทหารในกองทัพเจิ้นเป่ย ระดับสูงสุดคือขั้นโหวบู๊ระดับหก ส่วนระดับต่ำสุดก็ยังเป็นขั้นปรมาจารย์ยุทธ์ระดับสาม
ต้องรู้ก่อนว่าการสร้างเกราะกระดูกสัตว์ประหลาดมิใช่เรื่องง่าย
